ประเด็นที่ต้องพิจารณาก่อนการวางแผนการตลาด
1. รู้วิสัยทัศน์ของบริษัท (Corporate vision ) การวางแผนการตลาดเป็นยุทธวิธีทางการตลาด ถ้าจะให้นิยามของยุทธวิธีทางการตลาด ในเชิงพฤติกรรมนั้น ยุทธวิธีทางการตลาดคือ การฉกฉวยโอกาสที่มีอยู่และการแก้ปัญหาอุปสรรคที่มีอยู่ให้หมดไป เพราะเวลาเราทำงานทางด้านการตลาดนั้นเราควรจะรู้ว่าเราควรฉกฉวยโอกาสอย่างไร เช่น ช่วงที่ภารดร กำลังดังเราอาจจะสร้างสนามเทนนิสหรือไม่ เปิดการสอนการเล่นเทนนิส ซึ่งเป็นการฉกฉวยโอกาสและขณะเดี่ยวกันยุทธวิธีในการแก้ไขปัญหาเช่น เราอาจามีสินค้าที่ไม่ดังเท่าสินค้าของบริษัทอื่น เราอาจต้องทำการโฆษณาประชาสัมพันธ์อย่างเข้มข้นหรือไม่ ภาพพจน์เราจะดีขึ้น สินค้าเราจะขายได้มากขึ้นหรือไม่ ซึ่งอย่างนี้เป็นการแก้ไขปัญหา
2. การกำหนดภารกิจของบริษัท(Corporate mission ) เช่นบริษัทมีความต้องการกำไรเป็นกี่ % ต้องการขยายตลาด ปัจจุบันบริษัทมีส่วนแบ่งตลาดเป็นที่ 3 เราจะทำอย่างไรให้เป็นหมายเลข 1 ได้ เพราะฉะนั้นเราจะต้องเพิ่มจำนวนร้านค้าหรือไม่ ต้องเพิ่มพนักงานขายหรือไม่ ต้องทุ่มงบโฆษณาเพิ่มขึ้นหรือไม่ หรือต้องออกสินค้า/ผลิตภัณฑ์ใหม่หรือไม่
3. นโยบายบริษัท(Corporate policy ) เราจะต้องทราบนโยบายของบริษัทว่าบริษัทมีทิศทางการดำเนินงานอย่างไร บริษัทจะแข่งขันทางด้านราคาหรือไม่ บริษัทอาจจะมีนโยบายว่าจะผลิตสินค้าราคาต่ำ หรือสูง บริษัทจะไม่ผลิตสินค้าราคาต่ำ จะผลิตสินค้าราคาสูงเท่านั้น หรืออาจจะกำหนดนโยบายว่าจะไม่แข่งขันในตลาดบนจะแข่งขันในตลาดตลาดล่างเท่านั้น ดังนั้นเราจะต้องประหยัดต้นทุน
4. ทิศทางการเจริญเติบโต (Corporate growth direction ) เราต้องรู้ว่าเราจะเจริญเติบโตอย่างไร เพราะวิธีการเจริญเติบโตมีหลายวิธี เช่นจะใช้สินค้าเดิมเจาะตลาดเดิม (Market Penetration)จากเดิมขายได้ 10 % จะเพิ่มขึ้นขึ้นเป็น 15 - 20 % เป็นต้น, มีลูกค้าที่ภักดีต่อสินค้าเราจะพัฒนาสินค้าชนิดอื่นหรือไม่ ซึ่งเรียกว่า Product Development (ยี่ห้อเดิม) , ทำสินค้าใหม่เพื่อขายลูกค้ากลุ่มเดิม ,สินค้าเดิมขายในตลาดใหม่ ( Development) , ออกสินค้าใหม่ กลุ่มเป้าหมายใหม่

ขั้นตอนการวางแผนการตลาด
1. การวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสาร (Information analysis)/ การวิเคราะห์สถานการณ์
2. การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางการตลาด และการวิเคราะห์การวิเคราะห์ SWOT Analysis
3. การวางเป้าหมายทางการตลาด (Marketing objective)
4. การวางกลยุทธ์ทางการตลาด(Marketing strategy)
5. การกำหนดงบประมาณ (Budgeting)
6. การพยากรณ์ยอดขาด กำไรและขาดทุน (Sales, profit and loss projection)
7. การควบคุม (Control)
1. การวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสาร (Information analysis)
เราจะต้องวิเคราะห์สถานการณ์ - เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลภายนอกและภายใน
ปัจจัยภายในที่ควบคุมได้
- Strength จุดแข็ง
- Weakness จุดอ่อน
ปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยาก
- Opportunity โอกาส
- Threat อุปสรรค
และจะต้องวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคว่ามีพฤติกรรมวิเคราะห์อย่างไร ซึ่งก่อนที่เราจะวิเคราะห์ SWOT เราจะต้องวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ก่อน แบ่งได้ดังนี้
1.1 ทางด้านการเมือง เราจะต้องทราบถึงนโยบายทางด้านการเมืองของรัฐบาล และด้านกฎหมาย ว่ารัฐบาลออกกฎหมายใหม่มีอะไรบ้าง ต้องติดตามสถานการณ์ทางการเมืองด้วยว่ามีการเปลี่ยนแปลงอำนาจหรือไม่ มีการเปลี่ยนคณะรัฐมนตรีอย่างไรบ้าง เช่นมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการติดฟิล์มกรองแสงรถยนต์ ซึ่งเราอาจมีผลกระทบจากการออกกฎหมายนี้ หรือการเปลี่ยนรัฐมนตรีอาจมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้วย เป็นต้น
1.2 ทางด้านเศรษฐกิจ ต้องติดตามภาวะเศรษฐกิจว่าเป็นอย่างไร ภาวะการจ้างงานเป็นอย่างไร โครงสร้างเงินเดือนเป็นอย่างไร ภาวะดอกเบี้ย ตลาดหุ้น ภาวะเงินเฟ้อ อัตราแลกเปลี่ยนเป็นอย่างไร
1.3 ทางด้านสังคมและวัฒนธรรม ต้องทราบถึงรูปแบบการดำเนินชีวิต ค่านิยมของผู้บริโภค เช่นค่านิยมในเรื่องการลดความอ้วน ผลิตภัณฑ์เสริมความงาม อาหารเสริม อาหารเพื่อสุขภาพ การใช้ถุงยางอนามัย การรับประทานอาหารนอกบ้าน เป็นต้น
1.4 ทางด้านเทคโนโลยี ต้องศึกษาถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ เครื่องจักร วัสดุอุปกรณ์ใหม่ ๆ เพื่อเป็นการลดต้นทุน และเพื่อการแข่งขันทางธุรกิจด้วย
1.5 ทางด้านคู่แข่งขัน ต้องศึกษาเกี่ยวกับคู่แข่งขัน เช่นคู่แข่งขันสร้างโรงงานใหม่ เปลี่ยนผู้บริหาร เพิ่มงบประมาณ เปลี่ยนโฆษณาใหม่ ออกสินค้าตัวใหม่ เป็นต้น

2. การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางการตลาด และการวิเคราะห์การวิเคราะห์ SWOT Analysis
การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางการตลาด
สภาพแวดล้อมทางการตลาด (Marketing Environment) คือสภาวะแวดล้อมภายในและภายนอกกิจการที่มีผลต่อการดำเนินงานด้านการตลาดของกิจการสภาพแวดล้อมภายในกิจการสามารถนำมาวิเคราะห์เพื่อประเมินจุดแข็ง และจุดอ่อนของกิจการได้ ส่วนสภาพแวดล้อมภายนอก กิจการสามารถนำมาใช้ในการวิเคราะห์เพื่อประเมินโอกาสและอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นกับกิจการได้ การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมการตลาดเป็นกิจกรรมที่สำคัญในขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการด้านการตลาด
ความสำคัญของสภาพแวดล้อมทางการตลาด
สภาพแวดล้อมทางการตลาดมีความสำคัญต่อการดำเนินการทางด้านการตลาดของกิจการตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการจัดการทางการตลาดจนถึงขั้นสุดท้ายของกระบวนการ เพราะการตลาดอยู่ภายใต้ความไม่แน่นอนและความสลับซับซ้อนของตัวแปรการตลาด ซึ่งรวมถึงตัวแปรด้านประชากรศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม วงจรชีวิผลิตภัณฑ์ (Product Life Cycle) การแข่งขัน และอื่น ๆ ฉะนั้นการดำเนินการทางด้านการตลาดที่มีประสิทธิภาพและประสบผลสำเร็จจะต้องปรับตัวให้ทันต่อเหตุการณ์
สภาพแวดล้อมการตลาด มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินการทางการตลาดขั้นตอนของการวางแผนการตลาด ซึ่งรวมถึงการกำหนดวัตถุประสงค์การตลาด การกำหนดนโยบายการตลาด การประเมินสถานการณ์การตลาด การพิจารณากลยุทธ์การตลาด การกำหนดกลยุทธ์การตลาด การกำหนดแผนการตลาด การดำเนินการตลาด รวมถึงการตัดสินใจเลือกใช้กลวิธีในการดำเนินการทางการตลาด
สภาพแวดล้อมทางการตลาดนอกจากจะเกี่ยวข้องไปถึงการควบคุมและการตรวจสอบการดำเนินการทางการตลาด ทั้งนี้เพราะการดำเนินการทางการตลาดในทุกขั้นตอนดังกล่าวต้องมีการวิเคราะห์สภาวะแวดล้อม เพื่อให้การกำหนดแผนในระดับต่าง ๆ การดำเนินการ และการควบคุม มีความสอดคล้องตามสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

ผลกระทบของสภาพแวดล้อมที่มีต่อกระบวนการทางการตลาด
1. การวิเคราะห์โอกาสทางการตลาด นักการตลาดต้องวิเคราะห์สภาแวดล้อมภายนอกของ กิจการ ซึ่งเป็นสภาวะแวดล้อมที่กิจการไม่สามารถควบคุมได้ ประกอบด้วยสภาวะแวดล้อมทางด้านประชากรศาสตร์ สภาวะแวดล้อมทางด้านเศรษฐกิจ สภาวะแวดล้อมทางด้านสังคมและวัฒนธรรม สภาวะแวดล้อมทางการการเมืองและกฎหมาย สภาวะแวดล้อมทางธรรมชาติ สภาวะแวดล้อมทางด้านเทคโนโลยี และสภาวะแวดล้อมทางการแข่งขัน ซึ่งสภาวะแวดล้อมดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
2. การตลาดเป้าหมาย เป็นขั้นตอนของการแบ่งส่วนตลาด การเลือกตลาดเป้าหมาย และการกำหนดตำแหน่งผลิตภัณฑ์ ซึ่งล้วนได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อมการตลาดทั้งสิ้น เพราะการแบ่งส่วนตลาดต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เลือกตลาดเป้าหมายให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ และกำหนดตำแหน่งผลิตภัณฑ์ตามสภาวการณ์เช่นเดียวกันเพราะในสภาวการณ์ผลิตภัณฑ์อาจอยู่ในตำแหน่งการเป็นผู้นำตลาด แต่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมการตลาด ในสภาวการณ์ต่อมาอาจทำให้ผลิตภัณฑ์ตัวนั้นต้องตกมาอยู่ในตำแหน่งผู้ตามก็ได้
3. การพัฒนาส่วนประสมทางการตลาด จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงจากสภาพ แวดล้อมการตลาด จนทำให้นักการตลาดต้องพัฒนาส่วนประสมทางการตลาดให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางการตลาดอยู่ตลอดเวลา เพื่อตอบสนองให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคซึ่งนักการตลาดต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ ราคา การจัดจำหน่าย และการส่งเสริมการตลาดให้สอดคล้องกับโอกาสทางการตลาดที่เกิดจากสภาพแวดล้อม
4. การจัดการทางการตลาด เพื่อให้มีประสิทธิภาพจะต้องวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางการตลาดในทุกขั้นตอนของกระบวนการในการจัดการทางการตลาดคือ ในขั้นตอนการวางแผนกลยุทธ์การตลาด ผู้บริหารการตลาดต้องวิเคราะห์สภาพแวดล้อมการตลาด เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ ในขั้นตอนของการวางแผนปฏิบัติการการตลาด และในขั้นตอนของการควบคุมการตลาดก็เริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมการตลาด

การวิเคราะห์การวิเคราะห์ SWOT Analysis
S (Strengths) จุดแข็ง วิเคราะห์สิ่งดีที่อยู่ภายในผลิตภัณฑ์(Product) และบริษัท
O (Opportunities) โอกาส ต้องวิเคราะห์หลาย ๆ ด้านเช่น
1. บริษัท ชื่อเสียง ภาพพจน์ในสายตาลูกค้าและเหนือกว่าคู่แข่งขัน
2. จุดอ่อนของคู่แข่งขัน
3. พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เอื้ออำนวยต่อธุรกิจ โดยพิจารณาจากค่านิยม และรูปแบบการดำรงชีวิต(VALS)
W (Weaknesses) จุดอ่อน วิเคราะห์สิ่งไม่ดีที่อยู่ภายในผลิตภัณฑ์(Product) และบริษัท
T (Threats) อุปสรรค วิเคราะห์เช่นเดียวกับโอกาส แต่ในทางกลับกัน
1. ผลกระทบจากปัจจัยภายนอกที่มีผลในทางลบต่อบริษัท
2. จุดแข็งของคู่แข่งขัน
3. พฤติกรรมของผู้บริโภคที่ไม่สอดคล้องกับการดำเนินกิจการบริษัท

สภาพแวดล้อมทางการตลาดกับการวิเคราะห์ SWOT
การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมการตลาดเป็นกิจกรรมที่สำคัญในขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการทางการตลาด ทั้งนี้เพราะการกำหนดวัตถุประสงค์ด้านการตลาดหรือการกำหนดเป้าหมายทางการตลาดและการวางแผนทางการตลาด ล้วนต้องดำเนินการบนพื้นฐานของข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางการตลาดทั้งสิ้น นักการตลาดจึงต้องทราบถึงจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และปัญหาอุปสรรคของกิจการในการดำเนินงานด้านการตลาดเป็นอย่างดี ฉะนั้น การดำเนินงานด้านการตลาดจึงต้องมีการวิเคราะห์ SWOT ซึ่งหมายถึงการวิเคราะห์จุดแข็ง(Strength) จุดอ่อน (Weakness) โอกาส (Opportunity) และอุปสรรค (Threats) การวิเคราะห์ SWOT เป็นการวิเคราะห์สภาวะแวดล้อมการตลาด 4 ประเด็นดังนี้
1. การวิเคราะห์จุดแข็ง (Strength Analysis) เป็นการวิเคราะห์จุดเด่นหรือจุดแข็งของกิจการที่มีความเด่นพิเศษกว่าผู้อื่นที่จะนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการดำเนินงานด้านการตลาดได้ เช่น กิจการมี ผลิตภัณฑ์เป็นที่นิยมของผู้บริโภค ความได้เปรียบของทำเลที่ตั้ง มีระบบความปลอดภัยสูง มีชื่อเสียง มานาน เป็นต้น ปัจจัยต่าง ๆ ที่สร้างจุดแข็งไดแก่
1.1 มีทรัพยากรทางด้านการเงินที่มั่นคงเหลือเฟือ
1.2 มีชื่อตราสินค้าที่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย
1.3 มีส่วนครองตลาดสูง เป็นผู้นำของธุรกิจ
1.4 มีทีมงานบริหารที่มีความสามารถ ประสบการณ์สูงและมีวิสัยทัศน์กว้างไกล
1.5 มีเทคโนโลยีบางอย่างที่โดดเด่น
1.6 มีความได้เปรียบทางด้านต้นทุน อันเกิดมาจากการประหยัดเนื่องจากขนาด
1.7 มีภาพลักษณ์ที่ดีได้รับการยอมรับทั้งบริษัท ผลิตภัณฑ์ และตราสินค้า
1.8 มีสิทธิบัตรด้านกระบวนการผลิตบางอย่างที่ลอกเลียนได้ยาก
1.9 มีทักษะบางอย่างทางด้านการตลาด (Marketing Skills) ดีกว่าคู่แข่ง
1.10 มีผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพเหนือคู่แข่งขัน
1.11 มีทักษะทางด้านการจัดจำหน่ายที่ดี
1.12 มีพนักงานที่ซื่อสัตย์และจงรักภักดี มีความมุ่งมั่นในการทำงาน
1.13 มีความร่วมมือเป็นพันธมิตรกับบริษัทอื่น ๆ
1.14 มีบุคลากรทางด้านการตลาดที่มีความสามารถ คุณภาพสูง
1.15 มีความรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมและลูกค้าเป็นอย่างดี
1.16 มีชื่อเสียงทางด้านการบริการลูกค้าที่ดี
1.17 มีการบริหารบุคลากรที่ดี
1.18 มีความแข็งแกร่งด้านการโฆษณาและการส่งเสริมการขาย ฯลฯ
2. การวิเคราะห์จุดอ่อน (Weakness Analysis) เป็นการวิเคราะห์ความเสียเปรียบที่กิจการต้องตระหนัก และแก้ไขปรับปรุงเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานด้านการตลาด อาจปรับเปลี่ยน จุดอ่อน หรือความเสียเปรียบให้มาเป็นจุดเด่น เช่น ชื่อเสียงและผลิตภัณฑ์ของกิจการยังไม่เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค ฐานะการเงินของกิจการไม่ดีขาดสภาพคล่อง กิจการมีภาพลักษณ์ที่ไม่ดี เป็นต้น ปัจจัยที่เป็นจุดอ่อน ได้แก่
2.1 การขาดทิศทางเชิงกลยุทธ์ในด้านการดำเนินงานที่ชัดเจน
2.2 การขาดทรัพยากรด้านการเงินหรือมีอยู่อย่างจำกัดไม่เพียงพอ
2.3 การขาดประสบการณ์ด้านการบริหารในอุตสาหกรรมนั้น
2.4 มีส่วนแบ่งตลาดน้อยกว่า
2.5 มีการทุ่มเงินด้านการวิจัยละพัฒนาน้อย
2.6 มีสายการผลิตที่แคบมาก
2.7 พนักงานไม่ได้รับการฝึกอบรมอย่างเพียงพอ
2.8 มีช่องทางการจัดจำหน่ายที่จำกัด
2.9 มีต้นทุนทางการผลิตสูง
2.10 มีเทคโนโลยีที่ล้าสมัย
2.11 พนักงานไม่ซื่อสัตย์ ไม่จงรักภักดี ฯลฯ

3. การวิเคราะห์โอกาส(Opportunity Analysis)เป็นการวิเคราะห์โอกาสที่เอื้อต่อการดำเนินงานด้านการตลาดของกิจการ ซึ่งเกิดจากสภาพแวดล้อมภายนอกกิจการ หรือเกิดจากแรงผลักดันของสภาพแวดล้อมมหภาค โอกาสทางการตลาดเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการดำเนินงานด้านการตลาด ปัจจัยที่เป็นโอกาส ได้แก่
3.1 มีการเจริญเติบโตของตลาดอย่างรวดเร็ว
3.2 รสนิยมและความต้องการของลูกค้าเปลี่ยนแปลง
3.3 การค้นพบการใช้ผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่
3.4 เกิดวิธีการจัดจำหน่ายแบบใหม่
3.5 การเปิดตลาดต่างประเทศ
3.6 เศรษฐกิจกำลังเจริญเติบโต
3.7 เกิดเทคโนโลยีใหม่ ๆ
3.8 การผ่อนคลายกฎหมายของรัฐบาล
3.9 การเปลี่ยนแปลงด้านประชากรศาสตร์ ฯลฯ

4. การวิเคราะห์อุปสรรค (Threat Analysis) เป็นการวิเคราะห์อุปสรรคที่อาจเกิดจากผลกระทบของสภาพแวดล้อมภายนอกที่กิจการไม่สามารถควบคุมได้ สภาพแวดล้อมที่เป็นอุปสรรคอาจทำให้ยอดขาย และกำไรลดลง การพิจารณาสภาพแวดล้อมที่เป็นอุปสรรค นักการตลาดควรนำมาพิจารณาถึงความรุนแรงและมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใดในอุปสรรคนั้น ๆ เพื่อสร้างความพร้อมให้สามารถรับกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นกับกิจการในอนาคตได้ ในทางตรงข้ามนักการตลาดควรนำอุปสรรคดังกล่าวมาวิเคราะห์เพื่อปรับวิกฤตให้เป็นโอกาสทางการตลาดของกิจการ ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคได้แก่
4.1 การเข้ามาของคู่แข่งจากต่างประเทศ
4.2 เกิดสินค้าทดแทนชนิดใหม่
4.3 การเติบโตของตลาดชะลอตัว
4.4 การเปลี่ยนแปลงรสนิยมของลูกค้า
4.5 เกิดภาวะเศรษฐกิจซบเซา
4.6 เกิดเทคโนโลยีใหม่
4.7 การออกกฎหมาย กฎระเบียบใหม่เพิ่มขึ้น
4.8 การกีดกันการค้าต่างประเทศ
4.9 การนำกลยุทธ์ใหม่มาใช้ของคู่แข่งขัน
4.10 การเปลี่ยนแปลงด้านประชากรศาสตร์
4.11 การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนฯลฯ


ตัวอย่าง ตัวแปรทางเศรษฐกิจที่ใช้ในการวิเคราะห์โอกาสและอุปสรรค
1. การเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจ
2. ระดับรายได้ของบุคคล
3. อำนาจในการใช้จ่ายของบุคคล
4. อัตราดอกเบี้ย
5. อัตราเงินเฟ้อ
6. แนวโน้มผลิตภัณฑ์ประชาชาติ
7. รูปแบบการบริโภค
8. แนวโน้มการว่างงาน
9. ค่าของเงินบาท / ค่าของเงินดอลลาร์
10. ปัจจัยนำเข้าและส่งออก
11. ความแตกต่างของรายได้
12. การเคลื่อนไหวของราคาสินค้า
13. นโยบายการเงิน การคลัง ภาษี ฯลฯ
ตัวอย่าง ตัวแปรสำคัญทางด้านสังคม วัฒนธรรม ประชากรศาสตร์ สิ่งแวดล้อม
1. อัตราการเกิด/ ตาย/ การแต่งงาน /การหย่าร้าง
2. ทัศนคติต่อธุรกิจ
3. รูปแบบการดำรงชีวิต
4. ปัญหาการจราจร
5. ค่านิยมที่มีต่อการใช้เวลาว่าง อุปนิสัยในการซื้อ
6. บทบาททางเพศ / บทบาทของสตรี
7. ระดับการศึกษา
8. การประหยัดพลังงาน
9. ปัญหามลภาวะ
10. การประหยัดพลังงาน
11. การเปลี่ยนแปลงของประชากร ฯลฯ

 

บทที่ 2
ขั้นตอนการวางแผนการตลาด