ความหมายของกลยุทธ์
คำว่า "กลยุทธ์" (Strategy) เป็นคำที่มาจากภาษากรีกโบราณ จากคำว่า"strategia" เดิมทีเป็นศัพท์ที่ใช้ทางการทหาร หมายถึง "ศิลปะของนายพล" อันเกี่ยวข้องกับการวางแผนการใช้ทรัพยากรทางการทหารเพื่อเอาชัยชนะข้าศึกศัตรูของแม่ทัพในสนามรบ ต่อมาคำว่ากลยุทธ์ได้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในทางธุรกิจ ซึ่งมีคนให้นิยามของคำว่า "กลยุทธ์" หลายความหมายแตกต่างกันออกไป แต่พอจะสรุปสาระสำคัญของกลยุทธ์ได้ว่า ประกอบขึ้นด้วยองค์ประกอบหลักสำคัญอย่างน้อยที่สุด 2 อย่างคือ (1) เป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่ต้องการจะให้บรรลุ และ (2) แนวทางหรือวิถีทางในการปฏิบัติ เพื่อนำไปสู่ผลสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้นั้น โดยทำให้ได้รับความได้เปรียบหรือความเป็นต่อทางการแข่งขันที่ยังยืน
กลยุทธ์การตลาด ถูกออกแบบขึ้นโดยการรวมความพยายามทั้งหมด มุ่งเน้นการนำไปสู่ผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ทางการตลาด ซึ่งประกอบด้วยการเลือกเป้าหมายตลาดหนึ่งหรือหลายตลาด จากนั้นจึงพัฒนาส่วนประสมการตลาด (4 P's) (ผลิตภัณฑ์ ราคา การส่งเสริมการตลาด และการจัดจำหน่าย) เพื่อให้สอดคล้องกับตลาดเป้าหมายนั้น โดยทำให้ความต้องการของลูกค้าในตลาดนั้นได้รับการตอบสนอง ทำให้ได้รับความพึงพอใจ แม้ว่ากลยุทธ์การตลาดที่จัดทำขึ้นจะเกี่ยวข้องกับการเลือกตลาดเป้าหมาย และการพัฒนาส่วนประสมการตลาด แต่การดำเนินงานทั้งสองอย่างจะต้องยึดหลักสำคัญ 3 ประการ คือ
1. จะต้องสอดคล้องตามความต้องการและความมุ่งหมายของตลาดเป้าหมาย
2. สามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างแท้จริง โดยคำนึงถึงทรัพยากรที่มีอยู่ และสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นในขณะนั้น และ
3. จะต้องสอดคล้องกับพันธกิจ (mission) เป้าหมาย (goals) และวัตถุประสงค์(objectives) ของบริษัทอีกด้วย

นิยามความหมายของกลยุทธ์การตลาด
กลยุทธ์ (Strategy) หมายถึง แบบแผนสำคัญเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ที่มีอยู่ในปัจจุบันและที่ได้วางแผนไว้ ตลอดจนการจัดสรรทรัพยากรและปฏิกิริยาโต้ตอบกัน ระหว่างบริษัทกับตลาดคู่แข่งและปัจจัยต่าง ๆ ในสภาวะแวดล้อม
กลยุทธ์ (Strategy) หมายถึง กลวิธีหรือวิธีการที่บริษัทเลือกขึ้นมาเพื่อช่วยสร้างความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่บริษัทตั้งขึ้น กลยุทธ์เป็นเครื่องมือในการรณรงค์กับคู่ต่อสู้ท่ามกลางบรรยากาศแห่งการต่อสู่แข่งขัน หรือช่วงชิงกัน
กลยุทธ์การตลาด (Marketing Strategy) หมายถึง ขั้นตอนในการกำหนดจุดมุ่งหมายทางการตลาด การเลือกตลาดเป้าหมาย และการออกแบบส่วนประสมทางการตลาดเพื่อสนองความพึงพอใจของตลาด และบรรลุจุดมุ่งหมายขององค์การ
กลยุทธ์การตลาด (Marketing Strategy) หมายถึง หลักเกณฑ์ที่งานบริหารการตลาดใช้เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางการตลาดในตลาดเป้าหมาย ซึ่งประกอบด้วยการตัดสินใจในค่าใช้จ่ายทางการตลาด ส่วนประสมทางการตลาด และการจัดสรรทรัพยากรทางการตลาด
กลยุทธ์การตลาด (Marketing Strategy) หมายถึง การใช้ส่วนประสมทางการตลาดให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย หรือตลาดเป้าหมาย เป็นวิธีการพื้นฐานที่สร้างให้เกิดความต้องการผลิตภัณฑ์ ซึ่งประกอบด้วย การตัดสินใจ การกำหนดตลาดเป้าหมาย การกำหนดตำแหน่งผลิตภัณฑ์ การกำหนดกลยุทธ์ส่วนผสมทางการตลาด และการกำหนดระดับค่าใช้จ่ายการตลาด

องค์ประกอบของกลยุทธ์
กลยุทธ์ที่ได้พัฒนาขึ้นมาอย่างดีจะประกอบด้วยองค์ประกอบ 5 อย่าง ที่ได้รับการกำหนดไว้ที่ ชัดเจนดังนี้คือ (ตามทฤษฎีของวอล์คเกอร์)
1. ขอบเขตการครอบคลุมของกลยุทธ์ หมายถึงขอบเขต หรือความกว้างที่การปฏิบัติการกลยุทธ์เข้าไปเกี่ยวข้อง
2. เป้าหมายและวัตถุประสงค์ กลยุทธ์ควรจะต้องกำหนดระดับความสำเร็จของการดำเนินงานที่ต้องการจะให้บรรลุถึงด้านใดด้านหนึ่ง หรือหลาย ๆด้าน เช่นการเติบโตของยอดขาย กำไรที่เพิ่มขึ้น หรือผลตอบแทนจากการลงทุน เป็นต้น
3. การจัดสรรทรัพยากร ซึ่งจะต้องจัดทำกลยุทธ์และการตัดสินใจจัดสรรทรัพยากรต่าง ๆ ทั้งทรัพยากรบุคคล เงิน ว่าจะจัดสรรอย่างไร
4. การระบุการได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืน บริษัทจะทำการแข่งขันอย่างไร
5. พลังเสริมแรง จะเกิดขึ้นเมื่อหน่วยธุรกิจของบริษัทตลาดของผลิตภัณฑ์ การจัดสรรทรัพยากร และขีดความสามารถของบริษัท ต่างส่งเสริมสนับสนุนและเสริมแรงกันและกันเป็นหนึ่ง

โครงร่างของกลยุทธ์การตลาด
รัสเซลล์ เอส. ไวเนอร์ ศาสตราจารย์ทางด้านกลยุทธ์การตลาด แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ได้กำหนดโครงร่างของกลยุทธ์การตลาดที่น่าสนใจ ประกอบด้วยองค์ประกอบดังนี้คือ
1. วัตถุประสงค์ที่ต้องการให้บรรลุ
2. การเลือกกลยุทธ์ที่จะนำไปใช้
3. กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
4. กลุ่มคู่แข่งเป้าหมาย
5. ลักษณะพิเศษของผลิตภัณฑ์
6. กลยุทธ์หลัก
7. ส่วนประสมการตลาดที่สนับสนุน

กระบวนการกลยุทธ์การตลาด
การดำเนินงานไว้ต่างกันดังนี้
1. คราเวนส์ แลมบ์ และคริตเต็นเด็น แบ่งกลยุทธ์การตลาดออกเป็น 4 ขั้นตอนดังนี้
ขั้นที่ 1 การวิเคราะห์สถานการณ์ทางการตลาด
- วิเคราะห์ตลาดและการแข่งขัน
- ตลาดผลิตภัณฑ์
- การประเมินกลยุทธ์
- การแบ่งส่วนตลาด
ขั้นที่ 2 การออกแบบกลยุทธ์การตลาด
- การกำหนดตลาดเป้าหมาย
- กลยุทธ์การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า
- กลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่
ขั้นที่ 3 การพัฒนาโปรแกรมการตลาด
- กลยุทธ์ผลิตภัณฑ์
- กลยุทธ์ราคา
- กลยุทธ์การจัดจำหน่าย
- กลยุทธ์การส่งเสริมการตลาด
ขั้นที่ 4 การปฏิบัติและการบริหารกลยุทธ์การตลาด
- การออกแบบองค์การการตลาด
- การปฏิบัติการและการประเมินผลกลยุทธ์การตลาด

2. เบอร์โควิทซ์และคณะ แบ่งกลยุทธ์การตลาดออกเป็น 3 ขั้นตอนดังนี้
ขั้นที่ 1 การวางแผน
- การวิเคราะห์สถานการณ์ (SWOT Analysis)
- การมุ่งเน้นตลาดผลิตภัณฑ์และการกำหนดเป้าหมาย
- การจัดโปรแกรมการตลาด
ขั้นที่ 2 การปฏิบัติตามแผน
ขั้นที่ 3 การควบคุม
- การเปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับแผนเพื่อระบุความเบี่ยงเบน
- การแก้ไขความเบี่ยงเบน

ลำดับขั้นของกลยุทธ์
ลำดับขั้นของกลยุทธ์ แบ่งออกได้เป็น 3 ระดับ ดังนี้
1. กลยุทธ์ระดับบริษัท
กลยุทธ์ระดับบริษัทเกี่ยวข้องกับการกำหนดว่า บริษัทควรจะเข้าไปแข่งขันในธุรกิจใด ในตลาดหรืออุตสาหกรรมใดดี โดยบริษัทสามารถใช้ทรัพยากรอันเป็นความสามารถพิเศษของบริษัทที่ก่อให้เกิดความได้เปรียบทางการแข่งขันเหนือคู่แข่ง
2. กลยุทธ์ระดับธุรกิจ
กลยุทธ์ระดับธุรกิจ จะมุ่งเน้นในประเด็นที่ว่าบริษัทจะแข่งขันเพ่อช่วงชิงลูกค้าในอุตสาหกรรมที่กำหนด รวมทั้งจะวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์อย่างไรเพื่อเผชิญกับคู่แข่งขัน จุดมุ่งเน้นของการแข่งขันจะไม่ใช่เป็นการแข่งขันระหว่างบริษัทกับบริษัท แต่จะเป็นการแข่งขันระหว่างหน่วยธุรกิจเชิงกลยุทธ์ หรือ SBU ของบริษัทหนึ่งกับ SBU ของอีกบริษัทหนึ่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน
3. กลยุทธ์ระดับหน้าที่
กลยุทธ์ระดับหน้าที่หรือกลยุทธ์ระดับปฏิบัติการ เป็นกลยุทธ์ในระดับแผนกที่ทำหน้าที่ต่างๆ ในบริษัท เพื่อสนับสนุนกลยุทธ์ระดับธุรกิจได้แก่ กลยุทธ์ที่กำหนดขึ้นภายในแผนกการผลิต แผนกการตลาด แผนกการเงิน เป็นต้น โดยมีจุดมุ่งเน้นในเรื่องของการใช้ทรัพยากรที่ได้รับการจัดสรรมาให้ เพื่อนำไปใช้สนับสนุนกลยุทธ์ระดับธุรกิจ ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากที่สุด

สรุป ในโลกธุรกิจที่มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรงในปัจจุบัน การนำธุรกิจเพื่อความอยู่รอดและประสบผลสำเร็จได้จำเป็นต้องอาศัยกลยุทธ์การตลาดเป็นหลัก นิยามของกลยุทธ์มีมากมายแต่สรุปสาระสำคัญแล้วจะประกอบด้วยเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่ต้องการจะให้บรรลุ และแนวทางหรือวิถีทางในการปฏิบัติ เพื่อนำไปสู่ผลสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้นั้น โดยทำให้ได้รับความได้เปรียบหรือความเป็นต่อทางการแข่งขันที่ยังยืน
องค์ประกอบของกลยุทธ์ ประกอบด้วยองค์ประกอบ 5 อย่าง คือ (1) ขอบเขตการครอบคลุมของกลยุทธ์ (2) เป้าหมายและวัตถุประสงค์ (3) การจัดสรรทรัพยากร (4) การระบุการได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืน (5) พลังเสริมแรง ส่วนโครงร่างของกลยุทธ์การตลาด ประกอบด้วย 7 อย่างคือ (1) วัตถุประสงค์ที่ต้องการให้บรรลุ (2) การเลือกกลยุทธ์ที่จะนำไปใช้ (3) กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย (4) กลุ่มคู่แข่งเป้าหมาย (5) ลักษณะพิเศษของผลิตภัณฑ์ (6) กลยุทธ์หลัก (7) ส่วนประสมการตลาดที่สนับสนุน
ส่วนกระบวนการกลยุทธ์ตามแนวคิดของคราเวนส์และคณะ ประกอบด้วยการดำเนินงาน 4 ขั้นคือ การวิเคราะห์สถานการณ์ของตลาด การออกแบบกลยุทธ์การตลาด การพัฒนาโปรแกรมการตลาด และการปฏิบัติตามกลยุทธ์และการบริหารจัดการ ส่วนเบอร์โควิทซ์ และคณะ ได้แบ่งกระบวนการกลยุทธ์ออกเป็น 3 ขั้น คือขั้นวางแผน ขั้นปฏิบัติตามแผน และขั้นควบคุม ลำดับขั้นของกลยุทธ์แบ่งได้เป็น 3 ระดับ คือ ระดับบริษัท ระดับธุรกิจ และระดับหน้าที่

วิวัฒนาการทางการตลาดและแนวคิดทางการตลาด
วิวัฒนาการทางการตลาด แบ่งออกเป็น 4 ยุค
1. ยุคการผลิต (Product Era) มุ่งเน้นการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งเริ่มต้นที่ บริษัทฯทำการผลิตสินค้า โดยไม่สนใจผู้บริโภค ไม่มองว่าผู้บริโภคจะต้องการสินค้านั้นหรือไม่ ยุคนี้นักการตลาดประสบความสำเร็จเพราะไม่มีคู่แข่งขัน
2. ยุคการขาย (Sales Era) มุ่งเน้นให้ขายสินค้าที่มีอยู่ให้หมดไป คือจะให้ความสำคัญกับพนักงานขายเชื่อว่าขายสินค้าได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับพนักงานขายหรือที่เรียกว่า Selling concept ยุคนี้ก็ยังไม่สนใจผู้บริโภค
ยุคที่ 1 และ 2 เรียกว่า Product Oriented.
3. ยุคการตลาด (Marketing Era) มุ่งเน้นการตอบสนองความต้องการข้อลูกค้า โดยจะทำการศึกษาความต้องการของผู้บริโภคว่าต้องการสินค้าอะไร อย่างไร แล้วจึงทำการผลิตให้ตรงกับความต้องการ
4. ยุคสร้างความสัมพันธ์ (Relationship Marketing Era) มุ่งเน้นที่การรักษาสัมพันธ์ภาพกับลูกค้า

แนวคิดทางการตลาด (Marketing Concept) แบ่งเป็น 2 ยุคคือ
1.ยุคเก่า - ผู้ขายเป็นใหญ่ (Product Oriented) เป็นยุคที่ไม่สนใจผู้ซื้อ ผู้ผลิตอยากจะผลิตอะไรหรือจะทำอะไรก็ตัดสินใจทำ ไม่มีการศึกษาถึงความต้องการของผู้ซื้อก่อน ในยุคนี้นักขายจะนึกอยู่เสมอว่าทำอย่างไรให้ขายได้จึงมีการหลอกล่อเพื่อให้ขายสินค้าได้ โดยยึดหลักมีสินค้าอะไรต้องกำจัดออกไปให้หมด (Hit and Run) แต่ถ้าเกิดบังเอิญผลิตสินค้าออกมาแล้วตรงกับความต้องการของผู้ซื้อสินค้าก็จะขายได้ แต่อันตรายมาก เพราะผู้ผลิตจะคิดว่าทำถูกต้องตามความต้องการของผู้ซื้อแล้ว
2. ยุคใหม่ - ผู้บริโภคเป็นใหญ่ (Consumer Oriented) ในยุคนี้จะให้ความสำคัญกับผู้ซื้อทำอะไรต้องมีข้อมูลของผู้ซื้อมีการสำรวจตลาดก่อน ทดสอบสิ่งที่จะทำเพื่อให้ตอบสนองความ
ต้องการของผู้ซื้อโดยมีเครื่องมือช่วยคือการวิจัยตลาดและจบลงที่ผู้ซื้อพอใจ (Consumer Satisfaction)

วัตถุประสงค์ทางการตลาด
1.ยุคเก่า : การสร้างความพึงพอใจ(Consumer Satisfaction)
2.ยุคใหม่ : สร้างความรักและศรัทธา (Consumer Appreciation)
การทำให้ลูกค้าเพียงแค่พอใจไม่พอต้องทำให้มากกว่าที่ลูกค้าคาดหวังถึงจะชนะคู่แข่งขัน ต้องสร้างความประทับใจด้วย ทำให้ลูกค้าไม่มีความรู้สึกว่าเสี่ยงที่จะทดลองของใหม่ การทำให้ลูกค้าเกิดความประทับใจคือการให้มากกว่าที่ลูกค้าคาดหวัง เช่นการให้บริการของทางโรงพยาบาลเกี่ยวกับการคลอดบุตร โดยผู้ที่ใช้บริการคลอดบุตรกับทางโรงพยาบาลสามารถโทรมาปรึกษากับทางโรงพยาบาลได้ตลอด 24 ชม. การบริการหลังการขายต่างๆ และเมื่อทางบริษัทสามารถทำให้ลูกค้ารักและศรัทธาได้จะทำให้เกิดการซื้อซ้ำ บอกต่อ ปกป้อง และรอคอยสินค้าของเราการจัดกลุ่มลูกค้า (Marketing Segmentation) เนื่องจากแต่ละตลาดมีความแตกต่างกันคนแต่ละคนมีความแตกต่างกัน จึงต้องจัดกลุ่มและ การเลือกว่าจะทำการตลาดกับกลุ่มไหนเรียกว่า "กลุ่มเป้าหมาย" (Targeting) จัดกลุ่มอย่างไรให้ชนะใจลูกค้าได้ ดังนั้น จึงมีเกณฑ์ในการแบ่งส่วนตลาด โดยแบ่งจาก
1.สภาพทางภูมิศาสตร์ - ขายให้ใคร ลูกค้าอยู่ที่ไหน อยู่ในเมืองหรือในชนบท
2.ประชากรศาสตร์ - ดูข้อมูลเกี่ยวกับผู้บริโภค เช่นจะขายให้ลูกค้าผู้หญิง หรือผู้ชาย ทั้งหญิงทั้งชาย เพศ อายุ รายได้ (รายได้จะสามารถบอกอำนาจในการซื้อ ซึ่งสำคัญมาก) การศึกษา
3. พฤติกรรม - สถานะของผู้ซื้อ (User Status) เช่นขาย ช.ม. อินเตอร์เน็ตให้กับวัยรุ่นที่ยังไม่เคยเริ่มเล่น
4. จิตวิทยา ( Psychology) - พฤติกรรมกับจิตวิทยาเป็นปัจจัยสำคัญในการจัดกลุ่มของลูกค้า อะไรเป็นตัวจูงใจให้ลูกค้าซื้อสินค้า ซึ่งแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน

ลักษณะของแนวความคิด ลักษณะสำคัญ วิธีการ ความมุ่งเน้น เป้าหมายมุ่งเน้น
การผลิต บริษัทมุ่งขายผลิตภัณฑ์ที่ตนผลิตได้/ผู้บริโภคให้ความสนใจใน ผลิตภัณฑ์ มุ่งที่จะปรับปรุงการผลิตและต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและการ ลดต้นทุน ผลิตภัณฑ์ที่ราคาถูกและซื้อได้ง่าย
มุ่งเน้น
ผลิตภัณฑ์ เน้นความสำคัญของ ผู้ขายและผลิตภัณฑ์ มีการปรับปรุงพัฒนาผลิตภัณฑ์สม่ำเสมอ กำไรจากการพัฒนาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพมีรูปแบบมาจากการพัฒนาอย่างสม่ำเสมอ
มุ่งเน้น
การขาย ใช้ความพยายามในการกระตุ้นการขายและใช้เครื่องมือต่าง ๆ มาช่วยในการขาย เน้นวิธีการขายและนำวิธีการส่งเสริมการขายต่างๆ มาใช้ กำไรจากปริมาณของการขาย ผลิตภัณฑ์ที่ใช้วิธีการส่งเสริมการขายต่าง ๆ เข้ามาช่วยในการขาย
มุ่งเน้น
การตลาด เน้นความต้องการและตอบสนองความพอใจของผู้ซื้อ ความพยายามทางการตลาดโดยนำส่วนผสมทางการตลาดเข้สมาใช้ร่วมกัน ค้นหาความต้องการและสร้างความพึงพอใจแก่ผู้ซื้อ ผลิตภัณฑ์ที่สร้างความพึงพอใจและสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อได้เป็นอย่างดี
มุ่งเน้น
สังคม มีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมควบคู่ไปกับความต้องการและความพอใจของผู้ซื้อ ประสานงานกับส่วนต่าง ๆ ในองค์การที่เกี่ยวข้องกัน และ ปรับปรุงส่วยผสมทางการตลาด สร้างกำไรจากความต้องการและความต้องการของผู้ซื้อและ ดูแลผลกระทบอันเนื่องมาจากสิ่งแวดล้อม นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพโดยไม่เป็นอันตรายต่อผู้ซื้อและสังคม

แนวโน้มการดำเนินธุรกิจสมัยใหม่
ในยุคปัจจุบันมนุษย์มีการบริโภคมากขึ้น สิ่งที่นักธุรกิจทุกองค์การจะต้องเผชิญคือ การแข่งขันที่มีมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค วิธีปฏิบัติทางการตลาด และ ไอที ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไป การขายสินค้า การสร้างความสะดวกสบาย ความพอใจ และการให้คุณค่าสูงสุดแก่ลูกค้า เป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขัน รูปแบบของธุรกิจแบบเก่า ๆ จะค่อย ๆ หมดไป ทั้งนี้จะเป็นแนวโน้มแสดงให้เห็นถึงลักษณะของธุรกิจดังนี้
1. มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่มากขึ้น วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์สั้นขึ้นกว่าเดิม มีการแข่งขันการผลิตสินค้าที่แปลกใหม่ออกสู่ตลาด ถึงแม้ว่าจะได้รับส่วนแบ่งทางการตลาดน้อยลง ต้นทุนการผลิตสูงและได้รับกำไรน้อยลงก็ตาม ซึ่งอาจทำให้ธุรกิจประสบความล้มเหลวในที่สุด
2. การพัฒนาเพื่อการประหยัดทรัพยากร ในยุคปัจจุบันทรัพยากรมีการขาดแคลน เนื่องจากมีความต้องการบริโภคมากขึ้น ธุรกิจต้องคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อนำมาใช้ทดแทนทรัพยากร คิดค้นพลังงานใหม่ ๆ เพื่อลดต้นทุนการผลิต จะเห็นได้จากมีผลิตภัณฑ์ที่เป็นการประหยัดพลังงานออกมาจำหน่าย เช่น ตู้เย็นเบอร์ 5 หลอดประหยัดไฟ เป็นต้น
3. การให้ความสนใจในสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ธุรกิจพยายามให้ความสนใจในการแก้ไขปัญหา สิ่งแวดล้อม มีการผลิตสินค้าต่าง ๆ ที่ใช้วัสดุจากธรรมชาติ เพื่อลดปัญหามลภาวะเป็นพิษ เช่น น้ำมัน ไร้สารตะกั่ว ปุ๋ยที่ผลิตจากเศษพืชผักที่ไม่ทำให้เกิดสารตกค้างกับพืชผักที่นำมาบริโภค เป็นต้น
4. การเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดี ธุรกิจมุ่งผลิตสินค้าที่มีคุณภาพดีเพื่อการแข่งขันและเพื่อให้เกิดความพอใจแก่ลูกค้า โดยมีการควบคุมคุณภาพ มีมาตรฐานในการผลิต สามารถสนองตอบความต้องการของลูกค้าได้ทันเวลา
5. การใช้ประโยชน์จากข้อมูลโดยการเร่งการผลิตและการตลาด ความถูกต้องแม่นยำของข่าวสารที่ได้รับทำให้ธุรกิจสามารถทำให้แข่งขันกับผู้ผลิตรายอื่นๆ ได้ ทำให้ผลิตภัณฑ์เป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ด้านการผลิตสินค้าได้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคและนำออกสู่ตลาดได้รวดเร็วจะทำให้ธุรกิจล้ำหน้ากว่าคู่แข่งขัน
6. ธุรกิจขยายตัวตามแนวนอนเพิ่มขึ้น โดยการหาพันธมิตรทางการค้า เพื่อขยายกิจการ ผลิตภัณฑ์ชนิดอื่น หลาย ๆ สาขา เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน เป็นการช่วยกันเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน วิธีที่นิยมใช้กัน คือ ธุรกิจระบบแฟรนไชน์

บทที่ 1
ภาพรวมของกลยุทธ์การตลาด