บทที่ 3
มลพิษสิ่งแวดล้อม


ความหมายมลพิษสิ่งแวดล้อม

มลพิษสิ่งแวดล้อม (Pollution Environment) คือ ภาวะที่มีสารมลพิษ (Pollutants) หรือภาวะแปลกปลอมอื่น ๆ ปะปนในสิ่งแวดล้อมในระดับที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค เป็นภาวะที่ผิดปกติไปจากสภาพแวดล้อมธรรมชาติเดิม เกินขีดมาตรฐานที่ชีวิต
จะทนได้


ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ 2535 ได้ให้
ความหมายของมลพิษไว้ว่า “ของเสีย วัตถุอันตรายและมลสารอื่น ๆ รวมทั้งกาก
ตะกอนหรือสิ่งตกค้างจากสิ่งเหล่านั้น ที่ปล่อยทิ้งจากแหล่งกำเนิดมลพิษหรือที่มี
อยู่ในสิ่งแวดล้อม ซึ่งก่อให้เกิดหรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพ
สิ่งแวดล้อมหรือภาวะที่เป็นพิษภัยอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนได้และ
ให้หมายความถึงรังสี ความร้อน แสง เสียง คลื่น ความสั่นสะเทือนหรือเหตุรำคาญ
อื่น ๆ ที่เกิดหรือถูกปล่อยออกจากแหล่งกำเนิดมลพิษด้วย”

ลักษณะของปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อม
     1) เป็นผลจากการกระทำของมนุษย์เป็นส่วนใหญ่
     2) มีสิ่งเจือปนหรือปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมทั้งในรูปของสสารและพลังงาน
     3) มีปริมาณมากพอที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์
หรือสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในระบบนิเวศ
     4) การเกิดมลพิษจะดำเนินไปตามวิถีทางของสารมลพิษจากแหล่งที่ผ่าน
สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ จนกระทั่งถึงมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ
     5) ขนาดหรือระดับของปัญหาจะขึ้นอยู่กับผลกระทบต่อกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ได้แก่ มนุษย์ทรัพยากรธรรมชาติหรือระบบนิเวศ


ประเภทของสารมลพิษ

สารมลพิษต่าง ๆในสิ่งแวดล้อมได้ 3 ประเภทใหญ่ ได้แก่
1. พวกที่สามารถย่อยสลายได้โดยวิธีการทางชีววิทยา (Degradable or
ฺBio Degradable Pollutants)
สารมลพิษประเภทนี้ ได้แก่ ของทิ้งเสีย (Waste) ทั้งของแข็งและของเหลวที่เป็นอินทรีย์สารต่าง ๆ ช่น ขยะมูลฝอยที่เป็นอินทรียสาร น้ำทิ้งจากชุมชน น้ำทิ้งจากโรงงานแปรรูปอาหาร เป็นต้น
2. พวกที่ไม่สามารถจะย่อยสลายได้โดยขบวนการทางชีววิทยา (Nondegradable
or Nonbio Degradable Pollutants)
สารมลพิษเหล่านี้ ได้แก่ สารปรอท ตะกั่ว
สารหนู แคดเมียม ดีดีที เป็นต้น
3. สารมลพิษที่เป็นก๊าซ ได้แก่ ก๊าซพิษต่าง ๆ เช่น คาร์บอนมอนนอกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ คลอรีน เป็นต้น

มลพิษสิ่งแวดล้อมสามารถแบ่งเป็นมลพิษด้านต่าง ๆ ดังนี้

มลพิษทางน้ำ
มลพิษทางน้ำ หมายถึง สภาวะที่น้ำตามธรรมชาติถูกปนเปื้อนด้วยสิ่งแปลกปลอม (pollutants) และทำให้คุณภาพของน้ำเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เลวลงหรือคุณภาพ
เสื่อมโทรมลง ยังผลให้การใช้ประโยชน์จากน้ำนั้นลดลงหรืออาจ ใช้ประโยชน์
ไม่ได้เลย
                                 

ปัจจัยที่ทำให้เกิดน้ำเสีย
1.น้ำเสียด้านกายภาพ (Physical waste water)
คุณลักษณะทางกายภาพของน้ำที่ใช้ในการประเมินคุณภาพด้านกายภาพของน้ำ
1.1 อุณหภูมิ (Temperature) อุณหภูมิของน้ำที่สิ่งมีชีวิตจะอยู่ได้อย่างปกติขึ้นอยู่กับ
สิ่งมีชีวิตนั้น ๆ ปลาในเขตอบอุ่นอาจจะอยู่ในอุณหภูมิสูงสุด 15 องศาเซลเซียส
และต่ำสุดอาจเพียง 3 องศาเซลเซียสก็ได้ ส่วนสัตว์ในประเทศไทยอยู่ได้ระหว่าง
20 - 35 องศาเซลเซียส ถ้าร้อนหรือเย็นกว่านี้อาจทำให้ตายได้ เนื่องจากมีผล
ต่อการเร่งปฏิกิริยาเคมี และมีผลต่อการละลายของออกซิเจนในน้ำ และมาตรฐาน
น้ำทิ้งของโรงงานอุตสากรรมอุณหภูมิในน้ำต้องไม่เกิน 20 องศาเซลเซียส
1.2 สีและความขุ่น (Color and turbidity) สีของน้ำสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า
ได้ง่ายและบ่งชัดที่สุด ปกติแหล่งน้ำ ธรรมชาติทั่วไปจะมีสีใส เหลืองอ่อน จนถึงสีน้ำตาลอ่อน แต่การที่สีของน้ำเปลี่ยนแปลงไปจากธรรมชาติจนมีสีดำ
สีแดง สีเขียว หรือสีอื่น ๆ อาจเกิดขึ้นเนื่องจากมีสารแขวนลอยและสารละลาย รวมทั้งสารอินทรีย์ต่าง ๆ ละลายอยู่ หรืออาจเกิดจากพืชในน้ำอาจทำให้
้สีของน้ำเปลี่ยนไป โดยที่น้ำนั้นไม่ได้เป็นน้ำเสียแต่อย่างใด สำหรับสีของน้ำ
ในแหล่งน้ำธรรมชาติในประเทศไทย มีค่าระหว่าง 11 - 18 หน่วย แต่ในแม่น้ำ
เจ้าพระยา 20 -26 หน่วย ซึ่งใกล้เคียงกับแม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำบางปะกง ส่วนความขุ่นโดยธรรมชาติอยู่ระหว่าง 25 - 75 เจทียู แม่น้ำใหญ่ ๆ ทุก ๆ ภาค มีค่าความขุ่นมากกว่า 80 หน่วยเจทียู สีในน้ำไม่ควรเกิน 20 หน่วย ความขุ่นไม่เกิน
25 หน่วย
1.3 กลิ่น (Odor) น้ำธรรมชาติเป็นน้ำที่ไม่มีกลิ่น น้ำที่มีกลิ่นมักเป็นน้ำเสีย
ซึ่งอาจจะมีสารเคมีหรือสิ่งเน่าเปื่อยปะปนอยู่จนทำให้มีกลิ่น โดยมากจะ
เกิดจากกลิ่นของไฮโดรเจนซัลไฟด์ กลิ่นของน้ำจึงขึ้นอยู่กับปริมาณสิ่งปฏิกูล
ที่ละลายอยู่ในน้ำ
1.4 การนำไฟฟ้า (Electrical Conductivity) การนำไฟฟ้าของน้ำ หมายถึง ความสามารถของน้ำในการเป็นสื่อนำกระแสไฟฟ้า ตัวกลางที่เป็นสื่อนำ
กระแสไฟฟ้าในแหล่งน้ำ คือ สารประกอบอนินทรีย์ที่ละลายน้ำแล้วให้อิออน เช่น กรดอนินทรีย์ ด่าง และเกลือ การวัดการนำไฟฟ้าสามารถอธิบายถึง
ความเข้มข้นของแร่ธาตุหรือสารประกอบต่าง ๆ หรือปริมาณของแข็งทั้งหมด ที่ละลายอยู่ในน้ำได้ ถ้ามีสารละลายปะปนอยู่ในปริมาณมาก็จะทำให้
้ค่าการนำไฟฟ้ามากขึ้นด้วย ซึ่งหมายถึงว่าน้ำจะมีสารที่ทำให้เกิดน้ำเสีย
มากขึ้นด้วยเช่นกัน แหล่งน้ำธรรมชาติจะมีค่าการนำไฟฟ้าได้ระหว่าง 0.10 - 50 มิลลิโมห์ / เซนติเมตร
1.5 ของแข็งในน้ำ (Total Solids) หมายถึง ของแข็งที่เป็นสารแขวนลอย (Suspended Solids) เช่น ตะกอนและสารที่ละลายน้ำได้ (Dissolved Solids) ปกติน้ำที่ใช้ในการ
อุปโภคบริโภค จะมีของแข็งในน้ำระหว่าง 20 -1,000 มิลลิกรัม/ ลิตร อาจเป็นได้
้ทั้งสารอินทรีย์และสารอนินทรีย์ ซึ่งถ้าน้ำมีของแข็งเกินกว่า 1,000 มิลลิกรัม / ลิตร และไปใช้ผลิตน้ำประปาแล้ว จะเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก
1.6 ลักษณะทางกายภาพอื่น ๆ เช่น ความหนาแน่น และความหนืด ซึ่งจะเปลี่ยนไป
ตามอุณหภูมิ ความกดดันของบรรยากาศ ความลึก ความเข้มข้นของสารแขวนลอย หรือความเค็มของน้ำ

2. น้ำเสียทางเคมี (Chemical Waste Water)
คุณลักษณะทางเคมีของน้ำที่ใช้ในการประเมินคุณภาพน้ำด้านเคมีของน้ำ
2.1 ความกระด้างของน้ำ (Hardness) ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ความกระด้างชั่วคราว ซึ่งมีสาเหตุมาจากมีสารพวกคาร์บอน และไบคาร์บอเนต
ของแคลเซียม และแมกนีเซียม ละลายอยู่ส่วนความกระด้างถาวร เกิดจากมี
ีสารพวกซัลเฟต และคลอไรด์ของแคลเซียม และแมกนีเซียม ละลายอยู่ น้ำที่มีความกระด้างมากกว่า 300 มิลลิกรัม / ลิตร แคลเซียมคาร์บอเนต (mg/ I CaCO3) ไม่ควรใช้เป็นน้ำดื่ม
2.2 ความเป็นกรดด่างของน้ำ (pH Value of Water) น้ำใช้ปกตินั้นมีค่าความเป็นกรด - ด่าง อยู่ระหว่าง 6.5 - 8.5 หรืออาจจะมีในช่วง 5 - 9 แล้วสิ่งมีชีวิตในน้ำนั้นจะได้รับ
อันตราย สำหรับน้ำดื่ม pH ควรอยู่ระหว่าง 6 - 8
2.3 ปริมาณออกซิเจนละลายน้ำ (Dissolved Oxygen หรือ DO) ปริมาณออกซิเจน
ที่ละลายในน้ำ มีความสำคัญต่อการดำรงชีพของสัตว์น้ำอย่างมาก น้ำธรรมชาติที่มี
ีคุณภาพดีมักมี DO อยู่ประมาณ 5 - 7 ppm หากน้ำเสียจะมี DO น้อยกว่า 3 ppm แต่มาตรฐานคุณภาพน้ำที่ทำให้ปลาและสัตว์น้ำมีชีวิตอยู่ได้ต้องไม่น้อยกว่า 2 ppm ออกซิเจนจะละลายได้น้อยมาก ถ้าน้ำมีอุณหภูมิสูงขึ้นและ DO จะลดลง
อย่างรวดเร็วถ้ามีสารอินทรีย์อยู่ในแหล่งน้ำมาก
2.4 บีโอดี(BOD) การวิเคราะห์หาค่า BOD (Bio-chemical oxygen demand) เป็นการวิเคราะห์ความสกปรกของน้ำเสีย ในรูปของปริมาณออกซิเจนที่
จุลินทรีย์ใช้ในการย่อยสลายสารอินทรีย์ ชนิดที่ย่อยสลายได้ภายใต้สภาวะ
ที่มีออกซิเจน จากขบวนการชีวเคมีนี้ จุลินทรีย์จะได้รับพลังงานเพื่อใช้ใน
การเจริญเติบโตและแบ่งตัวไปต่อไป ผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้ายของการออกซิไดซ์
์สารอินทรีย์ จะให้คาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ หรือ แอมโมเนีย ขึ้นอยู่กับชนิดของ
สารอินทรีย์ที่ปนเปื้อนในน้ำ ถ้าค่า BOD ในน้ำเสียสูง แสดงว่าน้ำถูกปนเปื้อน
ด้วยสารอินทรีย์มาก ในทางกลับกันถ้าค่า BOD ต่ำ แสดงว่าน้ำถูกปนเปื้อน
ด้วยสารอินทรีย์น้อย
2.5 ซีโอดี(COD) ค่า COD (Chemical oxygen demand) เป็นการวัด
ความสกปรกของน้ำเสีย ในรูปของปริมาณออกซิเจนทั้งหมดที่ใช้ในการออกซิไดซ์
สารอินทรย์ในน้ำให้เป็นคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำ โดยอาศัยหลักการที่ว่า สารอินทรีย์เกือบทั้งหมดภายใต้สภาวะที่เป็นกรด พวกอะมีโนไนโตรเจนจะถูก
เปลี่ยนไปเป็นไนเตรท ค่า COD ของน้ำจะสูงกว่าค่า BOD เสมอ ปริมาณและ
ชนิดของสารอินทรีย์ที่ปนเปื้อนในน้ำ
2.6 สารเคมีที่กำตัดศัตรูพืชและสัตว์ สารกำจัดศัตรูพืชและสัตว์ (Pesticides) ซึ่งใช้กันอย่างกว้างขวางในการเกษตร ได้แก่ กลุ่มคลอริเนตไฮโดรคาร์บอน ซึ่งสลายตัวช้าตกค้างในสิ่งแวดล้อมได้นาน เช่น ดีดีที เฮ็บตาคลอร์ กลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต นอกจากมีพิษต่อแมลงศัตรูพืช แล้วยังมีพิษต่อ
สัตว์เลือดอุ่นสูงมากสลายตัวเร็วกว่ากลุ่มแรก
2.7 โลหะหนัก (Heavy Metals) โลหะหนัก หมายถึง ธาตุที่มีเลขอะตอมในช่วง
23 -92 อยู่ในคาบ 5 - 7 ในตารางธาตุ และความถ่วงจำเพาะตั้งแต่ 5 ขึ้นไป ในสถานะ
ปกติโลหะหนักเมื่ออยู่ในรูปของธาตุบริสุทธิ์มีความเป็นพิษเล็กน้อย แต่ถ้าอยู่ใน
รูปสารประกอบบางตัวจะเป็นอันตรายมาก โลหะหนักมีทั้งหมด 68 ธาตุ เช่น ตะกั่ว ปรอท แคดเมี่ยม สังกะสี ทองแดง นิเกิล โครเมี่ยม เหล็ก แมงกานีส โคบอลต์ สารหนู เป็นต้น โลหะหนักที่มีบทบาทต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด คือ ปรอท ตะกั่ว แคดเมี่ยม สารหนู มนุษย์ได้รับโลหะหนักเข้าไปในร่างกาย อาจจะเนื่องมาจากโลหะหนัก
สะสมอยู่ในห่วงโซ่อาหารและในขบวนการทางชีวภาพ มนุษย์อาจจะบริโภค
เข้าไปโดยตรง หรือได้สัมผัส หรือได้รับโดยทางอ้อมมักพบโลหะหนักปนเปื้อน
ในตะกอนมากว่าในน้ำเสมอ เพราะตะกอนมีประจุเป็นลบเป็นส่วนใหญ่ ส่วนโลหะหนักมีประจุเป็นบวก จึงมีความสามารถเกาะยึดกันได้ดีกว่าในน้ำ

3. น้ำเสียทางชีววิทยา (Bioogical Waste Water)
สภาพน้ำเสียทางชีววิทยา หมายถึง น้ำมีสิ่งมีชีวิตเป็นพิษเป็นภัยต่อมนุษย์ สัตว์และพืช ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง โดยสิ่งมีชีวิตนั้นอาจจะไม่ทำให้น้ำเน่า
เสียแพียงแต่ตัวมันเองอาศัยอยู่แล้วทำให้เกิดพิษขึ้น เมื่อถูกนำไปบริโภคหรือ
จากกิจกรรมการดำรงชีพของมัน ทำให้เกิดการเน่าเสียของน้ำได้ เช่น แบคทีเรีย โปรโตซัว ไวรัส พยาธิ เป็นต้น โดยปกติการตรวจวัดความสกปรกของน้ำ
ทางด้านชีววิทยา มักจะตรวจสอบลักษณะของน้ำทางจุลชีววิทยา ด้วยการ
ตรวจหาปริมาณของโคลิฟอร์มแบคทีเรียซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่อยู่ในระบบทางเดิน
อาหารของสัตวืเลือดอุ่น สามารถทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี และมีอยู่ในอุจจาระ
ปริมาณ 95 % ตามแหล่งน้ำธรรมชาติ 5 % ถ้า พบปริมาณโคลิฟอร์มแบคทีเรียเกิน
10 MPN/ 100 ml ไม่ควรใช้เป็นน้ำดื่ม ถ้าเกิน 10,000 10 MPN/ 100 ml ไม่ควรใช้
้ทำน้ำประปา และถ้าเกิน 25,000 10 MPN/ 100 ml ไม่ควรลงไปอาบในแหล่งน้ำนั้น ๆ

ประเภทของสารมลพิษในน้ำ
คุณลักษณะของสารมลพิษในน้ำมีดังนี้
1.จุลินทรีย์ (Micro Organism) เป็นสิ่งมีชีวิตที่พบได้ทั่วไป ทั้งในแหล่งน้ำธรรมชาติ
ิแหล่งน้ำใต้ดิน ตลอดจนน้ำทิ้งจากอาคารบ้านเรือนแหล่งชุมชนและโรงงาน
อุตสาหกรรม ได้แก่ ไวรัส โปรโตซัว แบคทีเรีย เป็นสาเหตุของโรคไข้รากสาด โรคบิด อหิวตกโรค ไข้ไทฟอยด์ ในการตรวจสอบคุณภาพน้ำทางด้านจุลชีววิทยาเพื่อนำน้ำ
ไปใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ตลอดจนตรวจสอบก่อนทิ้งเพื่อหาปริมาณของสิ่งสกปรก
ของน้ำที่เกิดจากของเสียที่มนุษย์และสัตว์ นิยมใช้แบคทีเรียชี้แนะมลภาวะมลพิษ (Indicater of pollution) ที่สำคัญที่สุดคือ Coliform group ได้แก่ Escherichia coil พบจำนวนมากในสิ่งแวดล้อมและพบได้ในอุจจาระสัตว์เลือดอุ่น
2. สารอินทรีย์ (Organic substance) รวมความถึงสารอินทรีย์สังเคราะห์ ซึ่งได้แก่ ยาฆ่าแมลง สารเคมีที่ใช้ตามโรงงานต่าง ๆ ผงซักฟอกและสารอินทรีย์อื่น ๆ ที่เป็นภัยต่อคน สัตว์ และพืช เช่น ฟีนอล สารอินทรีย์พวกโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ยูเรีย เป็นต้น สารอินทรีย์เหล่านี้มีทั้งพวกที่สามารถสลายได้ด้วยการกระทำของจุลินทรีย์ และที่ไม่สามารถย่อยสลายได้โดยจุลินทรีย์ พวกที่ย่อยสลายได้การย่อยสลาย
ต้องอาศัยแบคทีเรียในน้ำที่ใช้ออกซิเจนซึ่งละลายในน้ำ เมื่ออกซิเจนในแหล่งน้ำ
หมดไปจะทำให้แบคทีเรียที่ไม่ใช้ออกซิเจนเจริญเติบโต และเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว จนทำให้เกิดน้ำเน่า มีกลิ่นเหม็น สารอินทรีย์พวกนี้ได้จากโรงงานน้ำตาล โรงงาน
กระดาษ สุรา เบียร์ น้ำทิ้งชุมชน ฯลฯ ปรอทในแหล่งน้ำมี 5 รูปแบบ ได้แก่
Hg2+ (divalent mercury) , HgO (metallic mercury ) , CH3Hg+ (methyl mercury) , C6H6Hg (phenyl Mercury) และ CH3O - CH2 - CH2 - Hg+ (allkoxyakyl Mercury)
เมื่อปรอทเข้าสู่แหล่งน้ำ ปรอทจะเกาะติดกับอินทรีย์วัตถุที่แขวนลอยในน้ำ ในรูป
ของปรอทไอออน และตกตะกอนลงสู่พื้นแหล่งน้ำ ปรอทในรูป divalent ในโคลนตม จะถูกเปลี่ยนเป็นปรอทอินทรีย์ ในรูปของ methyl mercury โดย Methanoganic bacteria มากขึ้นได้ ปรอทที่อยู่ในรูปของสารปะกอบอนินทรีย์ที่ละลายน้ำได้ในน้ำ
เช่น HgCI2, Hg2 CI2 จากโรงงานผลิตพลาสติกพีวีซีเมื่อลงสู่แหล่งน้ำจะมีโอกาส
เข้าสู่ระบบของห่วงโซ่อาหารเป็นอันตรายต่อมนุษย์ได้ อย่างไรก็ตาม ปรอทที่อยู่ใน
รูปของสารประกอบอินทรีย์ ในรูปของ methyl หรือ ethyl จะมีความเป็นพิษมากกว่า
อยู่ในรูปของสารประกอบอนินทรีย์ สำหรับปรอทอินทรีย์จะไม่มีในธรรมชาติ แต่เกิดจากการกระทำของจุลินทรีย์ เปลี่ยนปรอท อนินทรีย์เป็นปรอทอินทรีย์ได้ เช่น HgCI2 จะถูกเปลี่ยนเป็น CH3HgCH3 โดยจุลินทรีย์เข้าห่วงโซ่อาหารและไปสะสม
ในปลา เนื้อ หรือสัตว์น้ำ เมื่อมนุษย์บริโภคปลาที่มีสารประกอบดังกล่าวปนเปื้อน จะทำให้มีโอกาสเกิดโรคมีนามาตะหรือโรคแพ้พิษปรอทได้
3. สารอนินสรีย์ (Inorganic substances) รวมทั้งแร่ธาตุต่าง ๆ ตัวอย่าง เช่น เกลือของโลหะ ต่าง ๆ กรด เบสและแร่ธาตุต่าง ๆ ที่พบได้ทั่วไปในแหล่งน้ำธรรมชาติ ได้แก่ เกลือคลอไรด์ซัลเฟตและไบคาร์เนตของโลหะ แคลเซียม โซเดียม โปแตสเซียม และแมกนีเซียม หากมีปริมาณมากเกินไปก็ก่อให้เกิดมลพิษทางน้ำได้ แต่บางครั้งแม้
ไม่เป็นอันตรายต่อการดำรงชีพของมนุษย์และสัตว์ แต่อาจไม่เหมาะที่จะใช้ในขบวน
การอุตสากรรมเพราะอาจเกิดตะกอนในหม้อน้ำได้ สารอนินทรีย์ต่าง ๆ อาจจะมา
จากน้ำทิ้งจากโรงกลั่นน้ำมัน โรงงานผลิตปิโตรเคมีคัล การทำเหมืองแร่ แต่งแร่ และ
น้ำทิ้งจากแหล่งเกษตรกรรม อาจจะมียากำจัดวัชพืชพวกสารหนู ไซยาไนด์ ซึ่งอาจ
มีปรอท ตะกั่ว เป็นองค์ประกอบ สารประกอบดังกล่าวอาจมาจากโรงงาน
อุตสาหกรรมบางประเภทได้เช่นกัน
4. สารประกอบไนโตรเจนและฟอสฟอรัส (Nitrogen and phosphorus compounds)
สารประกอบพวกนี้เป็นอาหารหลักของพืช ซึ่งพบมีอยู่ปริมาณเล็กน้อยในน้ำธรรมชาติ สารเหล่านี้อาจปะปนอยู่ในน้ำทิ้ง น้ำเสียที่ออกมาจากโรงงานอุตสาหกรรม หรือการ
ชะล้างจากกิจกรรมทางเกษตร สารประกอบของไนโตรเจนและฟอสฟอรัส เป็นปุ๋ยของ
พืชน้ำทุกชนิด โดยเฉพาะพวก อัลจี (Algea) เมื่อสารประกอบดังกล่าว ทำให้เกิด
สภาวะ การการเจริญของอัลจีมากเกินไป Algea bloom หรือ Eutrophicationalgea ทำให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลง จนที่สุดอาจเกิดการเน่าเสียของแหล่งน้ำได้
5. ความร้อน (Thermal) ส่วนใหญ่เกิดจาการกระบายน้ำหล่อเย็นจากโรงงาน
อุตสาหกรรม เช่น โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าจากน้ำมันหรือถ่านหิน โรงงานถลุงเหล็ก
ลงสู่แหล่งน้ำ ทำให้อุณหภูมิของแหล่งน้ำสูงขึ้น ส่งผลให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลง ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและการแพร่พันธ์ของสัตว์น้ำ พืชน้ำ และสิ่งมีชีวิต
อื่น ๆ
6. น้ำมันและสิ่งสกปรก (Oil and floating material)เช่น ขยะมูลฝอยทำให้แหล่งน้ำ
ไม่เหมาะที่จะนำมาใช้และน่ารังเกียจ น้ำมันทำใออกซิเจนจากอากาศละลายลงสู่
ู่น้ำ ได้น้อยลง ส่งผลต่อการดำรงชีพของสัตว์น้ำ สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ และยังเป็นอันตราย
ต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำโดยตรงอีกด้วย
7. สารกัมมันตรังสีได้แก่ สารมลพิษที่มีการสลายตัวให้รังสีแอลฟา เบตา แกมมา
หรือรังสี X ส่วนมาก สารมลพิษเหล่านี้ได้มาจากแร่เชื้อเพลิงปรมาณู และกระบวนการ
ผลิตหรือจากโรงงานปรมาณูที่มีการใช้สารกัมมันตรังสี แล้วปล่อยสารมลพิษเหล่านี้
ไปในแหล่งน้ำ

มลพิษทางอากาศ
มลพิษทางอากาศ หมายถึง สภาวะที่อากาศมีสิ่งปนเปื้อนเจือปนอยู่ในปริมาณมาก
ทำให้ คุณภาพของอากาศตามธรรมชาติเปลี่ยนแปลงและเสื่อมโทรมลงทำให้เป็น
อันตรายต่อ สิ่งมีชีวิต
                               

แหล่งกำเนิดสารมลพิษในอากาศ (Sources of Air Pollution)
สามารถแบ่งแหล่งกำเนิดสารมลพิษในอากาศเป็น 2 แหล่งใหญ่ ๆ ได้แก่
1. เกิดจากธรรมชาติ เช่น ฝุ่นละออง ลมพายุ ภูเขาไฟระเบิด ไฟไหม้
ก๊าซธรรมชาติ สารมลพิษที่เกิดจากธรรมชาติจะมีผลกระทบต่อมนุษย์น้อยมาก
2. เกิดจากกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ ได้แก่
2.1 การคมนาคมขนส่ง เกิดจากพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ เช่น รถยนต์ เครื่องบิน เรือยนต์ สารมลพิษที่สำคัญออกจากท่อไอเสียรถยนต์ ได้แก่
ออกไซด์ของไนโตรเจน คาร์บอนไดออกไซด์ คาร์บอนมอนนอกไซด์
ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เม่า ควัน ฝุ่นละออง และโลหะหนัก
2.2 เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรม โรงงานอุตสาหกรรมเป็นแหล่งสำคัญมากที่
ปล่อยสารพิษออกสู่อากาศ ได้แก่ อุตสากรรมเคมี อุตสากรรมไฟฟ้า อุตสากรรมถลุง
โลหะ อุตสากรรมกลั่นน้ำมัน อุตสากรรมปูนซีเมนต์ อุตสากรรมแปรรูปอาหาร ในขบวนการผลิตจะมีสารพิษออกมา เช่น ฝุ่นละออง เม่า ควัน ไอกรด ไอของสาร
ประกอบตะกั่ว ออกไซด์ของกำมะถัน ออกไซด์ของไนโตรเจน ออกไซด์ของคาร์บอน เป็นต้น
2.3 เกิดจากกิจกรรมด้านการเกษตร การเผาเศษเหลือทางการเกษตร การฉีดสาร
ปราบ ศัตรูพืช ทำให้ละอองสารปราบศัตรูพืช ฝุ่นละอองลอยไปตามกระแสลม
2.4 เกิดจากกิจกรรมกำจัดขยะมูลฝอย เมืองที่ไม่มีมาตรฐานในการกำจัดของเสีย ก๊าซมลพิษจากกองขยะ หรือ เขม่า ควัน ฝุ่นละอองการเผาขยะมูลฝอยจะปนเปื้อน
ไปในอากาศ และเป็นอันตรายได้
2.5 เกิดจากกิจกรรมการก่อสร้าง อาคารสถานที่ ถนน ทางคมนาคม การถมดิน การผสมปูน การทาสี การบด ฯลฯ ทำให้เกิดฝุ่น ละอองสีที่มีพวกโลหะหนัก
น้ำมันระเหย เช่น เบนซิน แลกเกอร์ ฯลฯ เป็นต้น

ประเภทของสารมลพิในอากาศ
สารมลพิษในอากาศสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้
1. อนุภาคมลสาร (Particuates) อนุภาคมลสาร หมายถึง อนุภาคของ
สารที่ปนอยู่ในอากาศในสภาพของแข็งหรือของเหลว ณ อุณหภูมิและความดันปกติ ยกเว้นไอน้ำในอากาศ อนุภาคเหล่านี้อาจมีตั้งแต่ 200 ไมครอน ลงไปจนถึง 0.1 ไมครอน ล่องลอยอยู่ในอากาศได้เป็นเวลานาน ๆ จนกว่าจะมีการรวมตัวกับ
อนุภาคอื่นๆ มีขนาดโตขึ้นและตกลงไปยังพื้นดิน ได้แก่
1.1 ควัน (Smoke) เป็นอนุภาคขนาดเล็ก เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของสาร
ที่มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบ เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง ถ่านหิน ไม้ฟืน ฯลฯ
องค์ประกอบของควันได้แก่ ถ่าน (C) ขี้เถ้า (Ash) และทาร์ (tar) สารจำพวกขี้เถ้า
และถ่านจะทำให้ควันมีสีดำ ควันสีขาวจะเกิดจากการระเหยของน้ำมัน ก่อนการเผาไหม้อาจมีไอน้ำระเหยปนอยู่ด้วย ในควันที่ถูกปล่อยจากท่อไอเสีย อาจมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ คาร์บอนมอนนอกไซด์ หรือก๊าซ
อื่น ๆ ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อเพลิง
1.2 ละออง (Aerosol) เป็นอนุภาคของแข็งหรือของเหลวที่ฟุ้งกระจายในอากาศและ
ลอยใน อากาศ ได้เป็นเวลานาน ๆ เช่น ละอองน้ำ หมอก ควัน เป็นต้น
1.3 ฝุ่น (Dust) เป็นอนุภาคของแข็งขนาดตั้งแต่ 0.1 - 200 ไมครอน อาจลอยใน
อากาศได้ครู่หนึ่ง ขึ้นกับขนาดของฝุ่น ฝุ่นที่มีขนาดเล็กฟุ้งกระจายและ
ลอยอยู่ในอากาศได้นานกว่าขนาดโตกว่า
1.4 หมอก (Fog) เป็นละอองน้ำขนาดเล็ก ๆ ลอยใกล้พื้นดิน ในสภาพอากาศที่มี
ีความชื้นสัมพัทธ์ เป็น 100 %
1.5 ไอระเหย (Vapours) หมายถึง สารที่อยู่ในรูปของก๊าซ ซึ่งโดยปกติจะอยู่ในรูป
ของเหลวหรือของแข็งที่อุณหภูมิและความดันปกติ ตัวอย่างของไอระเหย ได้แก่
อะซิโตน แอมโมเนีย เบนซิน คลอรีน ฟอร์มาลดีไฮด์ แกซโซลีน ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ คาร์บอนไดออกไซด์ เป็นต้น

2.แก๊ซพิษ นอกจากอนุภาคมลสารที่อยู่ในอากาศแล้วยังมีก๊าซบางชนิดและ
สารบางชนิดเป็นมลพิษในอากาศได้ แก่
2.1 คาร์บอนมอนนอกไซด์ เป็นก๊าซที่ไม่มีสีไม่มีกลิ่น ไม่มีรส จัดเป็นก๊าซพิษ เกิดจาการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของสารประกอบคาร์บอน เป็นก๊าซที่ทำให้
ี่้อากาศเสีย พบมากที่เมืองใหญ่ ๆ การจราจรคับคั่งและเขตโรงงานอุตสาหกรรม คาร์บอนมอนนอกไซด์ไม่ปรากฏเป็นพิษต่อพืช หรือทำความเสียหายต่อสิ่งก่อสร้าง แต่เป็นพิษต่อมนุษย์และสัตว์อย่างมาก ร่างกายมนุษย์ไม่มีภูมิต้านทาน หรือป้องกัน
ก๊าซนี้ได้เมื่อก๊าซนี้เข้าสู่ร่างกาย ผ่านระบบหายใจเข้าสู่ระบบเลือด CO จะรวมตัวกับ
ฮีโมโกลบิลในเซลล์เม็ดเลือดเกิดเป็นคาร์บอนซิฮีโมโกลบิน ทำให้ O2 ไม่สามารถรวม
ตัวกับเม็ดเลือดแดงได้เกิดภาวะขาด O2 ในเลือด ทำให้เกิดอาการวิงเวียน หน้ามืด ตาลาย สายตาพล่า เป็นลม หายใจแรงกว่าปกติ ถ้าได้รับก๊าซนี้ปริมาณมาก และเป็น
โรคหัวใจ อาจถึงตายได้ ค่ามาตรฐานที่ไม่เป็นอันตรายต่อคนทั่ว ๆ ไป คือไม่เกิน 50 มิลลิกรัม / ลูกบาศก์เมตร ในเวลา 1 ชั่วโมง และเนื่องจาก CO มีคุณสมบัติรวมตัวกับ
เม็ดเลือดแดงได้ดีกว่า O2 ถึง 200 - 450 เท่า จึงเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังพิษจาก CO เป็นอย่างมาก
2.2 ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เป็นก๊าซที่ไม่มีสี มีกลิ่นกรดส่วนใหญ่เกิดจากกิจกรรมของ
มนุษย โดยมากเกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง (Fossol Fuels) เช่น น้ำมัน และถ่านหิน ซึ่งมีซัลเฟอร์เป็นองค์ประกอบ แหล่งปล่อย SO2 ที่สำคัญคือ โรงงานอุตสาหกรรม โรงงานไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินหรือน้ำมันเตาที่เป็นเชื้อเพลิงมีผู้ประมาณว่า SO2  ที่
ปลดปล่อยออกมาสู่สิ่งแวดล้อมโลกมากกว่า 5 ล้านตัน/ ปี นอกจากนี้ อุตสาหกรรม
บางชนิด เช่น อุตสาหกรรมถลุงแร่ตะกั่ว , สังกะสี , สินแร่ที่สำคัญของตะกั่วคือ Galena ซึ่งมี PbS เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ ส่วนสังกะสีอยู่ในรูปของ ZnS เมื่อถลุงแร่ดังกล่าวจะปล่อย SO2 ออกมาสู่บรรยากาศเสมอ ถ้าอากาศมี
ความชื้นสูง SO2 จะรวมกับ H2O เกิดเป็น H2SO3 และสามารถออกซิไดซ์ต่อไป
เป็น H2SO4 และเมื่อจับกับฝุ่นละอองตกลงสู่พื้นดินพร้อมกับน้ำฝน น้ำฝนที่มี pH ต่ำกว่า 7 เรียกฝนกรด (Acid rain) ซึ่งโดยทั่วไปฝนกรดจะมี pH ระกว่าง 2.1 - 5.0 ฝนกรดจะทำความเสียหายแก่สิ่งก่อสร้างที่เป้นคอนกรีดที่ทำให้เกิดการผุกร่อนได้ง่าย และยังเป็นอันตรายต่อพืช และมีผลทำให้ดินเป็นกรดมากขึ้นด้วย เมื่อมนุษย์สูด SO2 เข้าไปในระบบหายใจ ความชื้นในระบบหายใจจะทำให้เกิด H2SO4 เป็นอันตรายต่อ
ระบบหายใจ เช่น SO2 จะเป็นพิษต่อมนุษย์มากขึ้น ถ้าอยู่ร่วมกับอนุภาคที่เป็นตัวเร่ง
ปฏิกิริยา เช่น โซเดียมคลอไรด์ เหล็ก แมงกานีส วานาเดียม เป็นต้น อย่างไรก็ตาม SO2 จะเพิ่มความเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ถ้ามีออกไซด์ของไนโตรเจน และ
อนุภาคอื่น ๆ (Particulates) อยู่ร่วมด้วย ดังเช่น Smog ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งใน London ในฤดูหนาว ช่วง ค.ศ. 1950 - 1960 นั้นสาเหตุมาจากสารมลพิษหลัก คือ ออกไซด์ของ
ซัลเฟอร์ และ Particulates ที่เกิดจากการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงสำหรับ heater ในบ้าน และเป็นเชื้อเพลิงโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่ง smog นั้นหมายความถึง smoke + fog เป็นปรากฏการณ์ที่มีหมอกควันปกคลุมในเมือง ซึ่งสร้างความเสียหายต่อ
สิ่งก่อสร้างสถาปัตยกรรมที่ทำด้วยปูนซีเมนต์ และเป็นอันตรายต่อระบบหายใจ
ของมนุษย์และถึงขั้นเสียชีวิตได้
2.3 ออกไซด์ของไนโตรเจน ได้แก่ ไนตริกออกไซด์ (NO) ไนตรัสออกไซด์ หรือ
ก๊าซหัวเราะ (N2O) เป็นต้นไนตริกออกไซด์เป็นก๊าซที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ส่วน ไนโตรเจนไดออกไซด์สีน้ำตาล กลิ่นคล้ายคลอรีน อาจเกิดจากธรรมชาติ เช่นฟ้าแลบ ฟ้าผ่า ภูเขาไฟระเบิด จากปฏิกิริยาของจุลินทรีย์ในดิน กิจกรรมของมนุษย์ที่ทำ
ให้เกิดก๊าซดังกล่าวได้แก่ การเผาไหม้ของเชื้อเพลิงในการประกอบอุตสาหกรรม เช่น การชุบโลหะ การทำกรดไนตริก กรดกำมะถัน และวัตถุระเบิด การใช้เครื่องยนต์ใน
โรงงานที่มีการสันดาปที่อุณหภูมิสูงกว่า 550 องศาเซลลเซียส ก๊าซ NO ในอากาศจะ
ถูกซิไดซ์โดย O2 หรือ O3 กลายเป็น NO2 ซึ่งละลายน้ำได้ดีกลายเป็นกรดไนตริก (HNO3) ยังทำให้น้ำฝนเป็นกรดเช่นเดียวกับกรณีของ SO2  NO ในอากาศโดยปกติ
แล้วจะไม่เป็นพิษต่อมนุษย์ เว้นแต่เมื่อถูกเปลี่ยนเป็น NO2 จะทำให้ระบบหายใจ
ระคายเคือง เป็นอันตรายต่อสุขภาพ หรืออาจถึงตายได้ ถ้าความเข้มข้นมากว่า 1000 ppm นอกจากนี้ NO ยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเกิด Photochemical smog เช่นที่ Los Angeles เมื่อฤดูร้อน ค.ศ. 1940 ปรากฏการณ์ที่เกิดจากปฏิกิริยา
ระหว่างสารประกอบไฮโดรคาร์บอน และออกไซด์ของไนโตรเจน โดยมีแสงแดด
เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา เนื่องจาก NO เมื่อได้รับแสงแดดจะรวมตัวกับ O2 เป็น NO2 และเมื่อแสงแดดเริ่มจ้า NO2 จะสลายตัวเป็น NO อีกครั้งหนึ่งและเกิด
ออกซิเจนเรดิคัล ซึ่งไวต่อการรวมตัวกับไฮโดรคาร์บอนมาก ก่อให้เกิด smog ในช่วงสาย ๆ หรือในช่วงกลางวันมักจะพบกับปรากฏการณ์เช่นนี้ในเมืองใหญ่ ๆ ทีมีอากาศสงบนิ่ง ไม่มีการถ่ายเทอากาศออกนอกเมือง
2.4 ตะกั่ว ตะกั่วเป็นโลหะหนัก ความถ่วงจำเพาะ 11.35 เป็นพิษอย่างแรง
ต่อเซลล์ของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ทั้งพืช และสัตว์ มนุษย์ได้นำมาใช้ประโยชน์
ทางอ้อมได้ในหลาย ๆ ลักษณะ เป็นต้นว่า
     1) ใช้ทำแบตเตอรีรถยนต์ทั่วไป ซึ่งเป็นเซลล์กัลวานิกโดยใช้ตะกั่ว (Pb) เป็น Anode และออกไซด์ของตะกั่ว (PbO2) เป็น Cathode
     2) ใช้ผสมน้ำมันเบนซินเพื่อกันเครื่องยนต์กระตุก (nock) ตะกั่วที่เดิมลงไปเป็น Tetra Ethyl (TEL) สูตรเคมี (C3H5)2Pb เมื่อน้ำมันเบนซินถูกเผาไหม้ TEL จะถูก
ออกซิไดซ์เป็นตะกั่วออกไซด์ (PbO) และจะถูกรีดิวซ์ทันทีให้เป็นโลหะตะกั่ว (Pb) และเกาะในลูกสูบของเครื่องยนต์ การผสมพวกโบรไมด์ หรือคลอไรด์ ลงไปด้วย
ในน้ำมันเบนซิน เมื่อเกิดการเผาไหม้จะทำให้ TEL เปลี่ยนเป็น TEL เปลี่ยนเป็น PbCI2 และ PbBr2 ซึ่งเป็นสารระเหยง่ายไม่สลายตัวเมื่อขับออกมาทางท่อไอเสีย มนุษย์เรา
สามารถรับเข้าร่างกายโดยระบบหายใจ ถ้ามีปริมาณมาก จะเป็นอันตรายต่อ
ร่างกายอย่างแรง การลดตะกั่วในน้ำมันเบนซิน อาจทำได้โดยการเติมสาร Methyl Tetiary Butyl Ether (MTBE) จะไม่เพิ่มสารตะกั่วในสิ่งแวดล้อม และสามารถ
เป็นสารลดการกระตุกของเครื่องยนต์ได้ เช่นเดียวกันการเติม TEL น้ำมันเบนซินที่เติม MTBE จึงเรียกว่า น้ำมันไร้สารตะกั่ว ( Unueaded)
     3) ใช้ในงานบัตกรี ทำลูกกระปืน ทำโลหะผสมทำท่อ ใช้ในอุตสาหกรรมะคมี และ
ผสมสีทาต่าง ๆ จะทำให้สีติดแน่นทนไม่ลอกง่าย อย่างไรก็ตาม แม้ตะกั่วจะมี
ีประโยชน์ มากดังกล่าว แต่ก็ให้โทษแก่มนุษย์มากมายเมื่อ พ.ศ. 2512 พิษของตะกั่ว
ได้เกิดขึ้นกับประชาชนที่ตำบลบางครุ อำเภอพระปะแดง จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 31 คน ใน 6 ครอบครัว ซึ่งได้รับสารตะกั่วจากการเอาแบตเตอรีเก่ามา
เป็นเชื้อเพลิงในการเคี่ยวน้ำตาลมะพร้าว ขี้เถ้า และเศษเหลือใช้ถมดินบริเวณบ้าน เป็นที่วิ่งเล่นของเด็ก ๆ อย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และในปี พ.ศ. 2520 โรงงานทำ
แบตเตอรีเก่าไปฝังกลบถมทำเป็นถนน บริเวณที่พักคนงานทำให้เด็กหญิงอายุ 2 ขวบ ตายไปจากการศึกษาพบว่าดินบริเวณถนนที่ฝังซากแบตเตอรี มีปริมาณตะกั่วสูง
มากกว่าปกติถึง 25 เท่า และยังตะกั่วในน้ำ พืช ผัก ปลา บริเวณใกล้เคียงในเส้นผม
และเส้นเลือดของประชาชนที่อยู๋ในบริเวณนั้นสูงกว่าปกติอย่างมาก เมื่อมนุษย์ได้รับ
สารตะกั่วเข้าไปในร่างกายโดยการสูดเข้าไปกับลมหายใจ หรือเข้าไปกับอาหาร สารตะกั่วบางส่วนจะสะสมในเส้นผม และกระดูกบางส่วนจะถูกขับออกจาก
ร่างกายทางปัสสาวะ และอุจจาระมาตรฐานที่ยอมให้มีตะกั่วโดยไม่เป็นอันตราย
กับมนุษย์ ดังนี้
     ในเลือดไปม่เกิน 0.08 มิลลิกรัม/100 มิลลิลิตร
     ในปัสสาวะประมาณ 0.15 มิลลิกรัม/ลิตร
     ในอากาศไม่เกิน 0.2 มิลลิกรัม/ลูกบาศก์เมตร

มีการศึกษาพบสารตะกั่วในเลือดของเด็กในประเทศที่พัฒนาแล้วพิษจากตะกั่วแบบ
เฉียบพลันจะทำให่เกิดอาการท้องผูก ปวดท้องอย่างรุนแรง อุจจาระมีสีดำ (เนื่องจาก Pbs ในอุจจาระ) มือเท้าเป็นตะคริว เกิดอาการช็อค ตื่นเต้น ความจำเสื่อม ส่วนพิษแบบเรื้อรังเกิดขึ้นได้กับคนทั่ว ๆ ไป เป็นพิษแบบสะสม เมื่อร่างกายได้รับ
สารตะกั่วเข้าไปทีละน้อยและสะสมมากขึ้นถึงขีดอันตราย ก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

มลพิษทางดิน
มลพิษทางดิน หมายถึง ภาวการณ์ปนเปื้อนของดินด้วยสารมลพิษ (soil pollutant) มากเกินขีดจำกัด จนมีอันตรายต่อสุขภาพอนามัย ตลอดจนการเจริญเติบโต
ของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์

                        
ปกติดินในธรรมชาติจะยอมให้สารที่เป็นพิษอยู่ได้ในระดับหนึ่ง โดยไม่ทำให้ โครงสร้างทางเคมี ฟิสิกส์ และชีววิทยาของดินเปลี่ยนไป และดินยังสามารถ
ให้ประโยชน์ต่อมนุษย์ พืช หรือสัตว์ได้เหมือนเดิมแต่เมื่อปริมาณสารพิษในดินมี
เพิ่มมากขึ้น จนทำให้โครงสร้างทางเคมี ฟิสิกส์ และชีววิทยาของดินเปลี่ยนไป จนไม่สามารถให้ประโยชน์แก่ มนุษย์ สัตว์ และพืช ได้ดีเหมือนเดิม ดินในสภาพ
ดังกล่าวจึงเรียกว่า มลพิษทางดิน สารมลพิษในดิน (Soil pollutants) มีหลายชนิด
เป็นต้นว่า ตะกั่ว แคดเมี่ยม ปรอท เกลือ สารหนู ฯลฯ ถ้ามีมากเกินขีดจำกัดอาจมี
ีผลทำให้พืชหยุดการเจริญเติบโต ชงัก ตาย หรือสารพิษอาจจะถูกพืชดูดซึมเข้าไป อาจสะสมในห่วงโซ่อาหาร เช่น ในผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ และอาจเคลื่อนย้ายออกไป
ตามขบวนการ ทำให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ดินมีศักยภาพในการให้ผลผลิตลดลง
ก็อาจจัดเป็นมลพิษทางดินเช่นกัน

สาเหตุของการเกิดมลพิษในดิน
ดินเสียเกิดได้จากหลายสาเหตุ อาจจะเนื่องจากธรรมชาติหรืออาจเกิดจากกิจกรรม
ของมนุษย์ ต้นเหตุของการเกิดดินเสียอาจมีหลายกรณี ได้แก่
1. เกิดจากหินต้นกำเนิด (Parent materials) แร่ประกอบหินบางชนิดเมื่อสลายตัว
อาจทำให้คุณสมบัติของดินเปลี่ยนไปอาจทำให้ดินมีความพิษมากขึ้น เช่น
ดินเป็นกรดหรือดินเปรี้ยว ดินเค็ม ดินมีสารกัมมันตภาพรังสี มีโลหะหนักในดิน เป็นต้น
2. เกิดจากปฏิกิริยาชีวเคมีในดิน เช่น ดินตะกอน ดินที่มีอินทรีย์วัตถุสะสมมาก และมีน้ำท่วมขังเสมอ ขบวนการ ย่อยสลายสารอินทรีย์ในดินจะทำให้เกิดสภาพ
กรดสะสมในดิน ทำให้ดินเป็นกรดได้ เช่น ดินในที่ลุ่มภาคกลาง ดินพลุ เป็นต้น
3. เกิดจากปุ๋ยเคมี ธาตุปุ๋ยหรือธาตุอาหารของพืชโดยปกติจะมีอยู่ในดินเสมอ
ไม่มากก็น้อย เช่น ดิน ในป่าไม้ที่สมบูรณจะมีธาตุปุ๋ยมากปละมีปริมาณน้อยลง สำหรับดินที่ใช้ประโยชน์เป็นเวลานาน เมื่อประชากรเพิ่มขึ้น การเพิ่มผลผลิต
ให้เพียงพอแก่การบริโภคแนวทางหนึ่งก็คือการเพิ่มปุ๋ยในดิน ปุ๋ยเคมีจึงได้รับ
ความนิยมมากขึ้น เพราะให้ผลตอบสนองรวดเร็ว แต่การใช้ปุ๋ยเคมีมีข้อจำกัดมากมาย ถ้าใช้โดยไม่ระมัดระวังแล้วจะเกิดผลเสียหายกับดินในระยะยาวได้ เนื่องจากมี
ีขบวนการ ต่าง ๆ มากมาย ในการใช้ปุ๋ยเคมี เช่น การแปรรูปของธาตุ
(Transformation) การแลกเปลี่ยน ไอออน (Ionexchange) การดูดซับ (Absorption) การตกตะกอน (Precipitation) การตรึงธาตุ ต่าง ๆ (Fixations) การดูดอาหารโดย
รากพืช (Absorbtion by plant root) การสูญเสียธาตุอาหารในสภาพแก๊ส (Gaseous losses) เป็นต้น ดังนั้นถ้าใช้ปุ๋ยเคมีต้องระมัดระวัง ถ้าใช้ถูกต้องจะให้ผลผลิต
สูงในระยะยาวได้ แต่ถ้าใช้มากเกินไปติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจเกิดผลเสีย
หายกับดินได้ เช่น ปุ๋ยฟอสฟอรัสจะทำให้ฟอสเฟตในดินตกค้างมาก ปุ๋ยยูเรีย จะทำ
ให้ดินเป็นกรดมากขึ้น ปุ๋ยแอมโมเนีย จะทำให้ดินเป็นกรดมากขึ้น ปุ๋ยที่มีแคลเซียม
เป็นองค์ประกอบ จะทำให้โครงสร้างทางฟิสิกส์ของดินเลวลง แก้ไขยาก ปุ๋ยที่มี
แคลเซียม และแมกนีเซียม เป็นองค์ประกอบ จะทำให้คุณสมบัติทางฟิสิกส์ของดิน
ดีขึ้น ปุ๋ย N-P-K ถ้าใส่พอดีกิจกรรมของจุลลินทรีย์ในดินดี แต่ถ้ามากเกินไปกิจกรรม
ของจุลินทรีย์จะลดลง
4.เกิดจากการใช้วัตถุมีพิษทางการเกษตร ในการทำการเกษตรแบบใหม่ มีการใช้วัตถุ
มีพิษเพื่อป้องกันกำจัดศัตรูพืชหรือสัตว์อย่างแพร่หลาย เช่น สารฆ่าแมลง สารกำจัด
ศัตรูพืช ยาจำกัดหนู ยาฆ่าเชื้อรา ฯลฯ ซึ่งมีวัตถุมีพิษเหล่านี้จะมีผลต่อสุขภาพ
อนามัยของมนุษย์ สัตว์ พืช อย่างมาก บางชนิดสลายตัวช้า บางชนิดสลายตัวเร็ว ชนิดที่สลายตัวช้าเมื่อตกค้างในดินโอกาสที่จะเข้าไปในห่วงโซ่อาหารโดยผ่านพืชมีมาก จะเกิดมลพิษสะสมสำหรับผู้บริโภคได้ สำหรับมลพิษเฉียบพลัน อาจจะเกิดได้จาก
สัมผัส หรือทางลมหายใจ กระทรวงสาธารณสุขเคยรายงานว่าใน 1 ปี มีผู้เสียชีวิต
เนื่องจากพิษของวัตถุมีพิษระหว่าง 200 - 400 คน และมีแนวโน้มจะเพิ่มจำนวนขึ้น
เรื่อย ๆ อย่างไรก็ตามยังมีการสั่งซื้อวัตถุมีพิษเพื่อใช้ในงานเกษตรปีละกว่า 500 ชนิด คิดเป็นน้ำหนักปีละกว่า 20,000 ตัน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าคิดว่าแหล่งรองรับวัตถุมีพิษ
เหล่านี้คือดินและน้ำนั่นเอง ดินของประเทศไทยมีปัญหาต่อการเกษตรทั่วประเทศ
182 ล้านไร่ แยกเป็นดินเค็ม 21.7 ล้านไร่ ในจำนวนนี้เป็นดินเค็มในภาคตะวันออก
เฉียงเหนือ 17.8 ล้านไร่ ปัญหาดินเปรี้ยวจัด บริเวณน้ำกร่อย ป่าชายเลน 5.5 ล้านไร่ และประมาณ 80 % ของดินที่ลุ่มภาคกลางอยู่ในภาวะดินเปรี้ยวที่ต้องวางแผน
ในการใช้ประโยชน์ที่ดินให้เหมาะสม ดินทรายจัด 7.1 ล้านไร่ ดินพรุ 0.5 ล้านไร่ ดินตื้น 51.3 ล้านไร่ และดินภูเขาที่ลาดชัน 96.1 ล้านไร่ ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาที่ต้องระมัดระวัง
ในการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างยิ่ง นอกจากนี้การทิ้งของเสียจากระบบโรงงาน
อุตสาหกรรมและจากชุมชน ได้แก่ น้ำเสีย และขยะมูลฝอย ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำ
ให้ดินเสียได้ด้วย ทั้งนี้เนื่องจากขีดความสามารถในการกำจัดของเสียจากโรงงาน
อุตสาหกรรมและชุมชนยังไม่เพียงพอ กองขยะและน้ำเน่าเสีย จากแหล่งดังกล่าว ได้ทำให้เกิดความเสียหายแก่ดินยังพบเห็นได้ทั่วไป