Fiedler's Contingency Model

      ในลักษณะของโมเดลผู้นำตามสถานการณ์แบบที่ 1 ถูกพัฒนาขึ้นมาโดย Fred Fiedler และทีมงานใน
Fiedler's Contingency Model แนะนำไว้ว่า ความสำเร็จของภาวะผู้นำขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ของแบบของ
ผู้นำกับความต้องการของสถานการณ์แต่ละแบบของภาวะผู้นำจะให้ผลอย่างสูงสุดเมื่อถูกใช้ในสถานการณ์ที่ถูกต้อง

แบบของภาวะผู้นำ
     สิ่งที่แตกต่างของโมเดลนี้กับโมเดลอื่น ๆ ก็คือวิธิการของลักษณะรูปแบบของภาวะผู้นำ แบบของภาวะผู้นำโมเดล
นี้ถูกพิจารณาที่ลักษณะของนิสัยภายใต้จิตสำนึกของแต่ละคน ซึ่งเป็นการยากที่จะถูกเปลี่ยนแปลงได้ง่าย เพราะ
เป็น สิ่งที่ติดมาแต่กำเนิด ดังสุภาษิตที่ว่า "สันดอนนั้นขุดง่ายแต่สันดานนั้นขุดยาก" ในการวัดหรือตัดสินหารูป
แบบภาวะผู้นำให้แก่ตนเองที่ดีนั้น ผู้นำถูกซักถามเพื่อที่จะได้ทราบแนวทางแน่ชัดที่อย่างน้อยเป็นที่ชื่นชอบแก่เพื่อน
ร่วมงานซึ่งผู้ใต้บังคับบัญชาที่ทำงานด้วยจะได้ปฏิบัติงานได้ดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งผู้นำที่ทำให้เพื่อนร่วมงานชื่นชอบ
สูงก็ยิ่งสามารถแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือที่เพื่อนร่วมงานมีให้แก่ตน
     โดยจะให้อิสระแก่เพื่อนร่วมงานในการปฏิบัติงาน เขาจะได้รับความรู้สึกที่ดี ๆ และแน่วแน่จากเพื่อนร่วมงาน
ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้กลายเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพ บุคคลใดที่ถูกเรียกว่าเป็นผู้นำที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี
นั้นจะดูเหมือนว่าเป็นผู้นำที่ถูกระลึกถึงหรือเป็นจุดศูนย์รวามของผู้ใต้บังคับบัญชา

สถานการณ์ที่เป็นตัวแปร Fiedler

    กำหนดตัวแปร 3 ลักษณะในสถานการณ์ต่าง ๆ การทำงานที่ช่วยชี้แบบของภาวะผู้นำที่มีประสิทธิภาพนั่น
คือความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิกในกลุ่มโครงสร้างของงาน และอำนาจตามตำแหน่งของผู้นำ
ในตัวแปรของความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิกในกลุ่มนั้นจะหมายถึง ขอบเขตของผู้นำที่ถูก
สมาชิกในกลุ่มยอมรับ

โครงสร้างของงาน (Task Structure)

     งานประจำที่มีขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ง่ายและทำเป็นประจำจะดูเหมือนว่าถูกกำหนดขั้นตอนการปฏิบัติ
งานไว้เป็นมาตรฐานอยู่แล้ว และรายละเอียดของการปฏิบัติงานรวมถึงแนวทางการปฏิบัติ ซึ่งผู้นำสามารถ
บอกได้ว่ามาตรฐานของกระบวนการปฏิบัติการอยู่ตรงไหน สำหรับงานที่ซับซ้อนและมิใช่งานประจำ
จะมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถของผู้นำและเพื่อนร่วมงานในการหา
แนวทางหลาย ๆ แนวทางที่จะทำงานนั้น ๆ ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

ข้อจำกัด
     Fiedler's model ก็เหมือนกับ model อื่น ๆ ที่ต้องมีข้อจำกัดซึ่งมีอยู่ 4 ประการคือ
1. ภายใต้สถานการณ์และสภาพแวดล้อมที่ต่างกันและมีความซับซ้อนที่ไม่เหมือนกันจึงยากที่จะปฏิบัติได้
2. โมเดลนี้มิได้มุ่งเน้นถึงความแตกต่างของความสามารถและทักษณะของผู้ใต้บังคับบัญชาว่าแตกต่างกันอย่างไร
3. โมเดลนี้ได้ถือว่าผู้นำจะต้องมีทักษะหรือความสามารถในการเป็นผู้นำมีความสามารถในการควบคุม
ทีมงานได้
4. ตามโมเดลนี้ลักษณะของผู้นำนั้นจะเป็นกฎเกณฑ์ที่ตายตัวเปลี่ยนแปลงยาก

การนำไปใช้ในองค์กร
     ผู้นำที่ให้ความสำคัญกับงานหรือให้ความสำคัญกับบุคลากรนั้นอาจใช้ได้ดีในบางสถานการณ์ แต่อาจ
ใช้ไม่ได้ในทุกสถานการณ์ เช่น ผู้ที่มีความสามารถในการเป็นผู้นำทีมงานได้ดีและได้รับตำแหน่งใหม่
เป็นผู้จัดการในการควบคุมภาพการผลิตอาจจะประสบความล้มเหลวทางด้านงานที่ซับซ้อนและมิใช่
งานประจำซึ่งจะต้องใช้วิธิการที่เป็นผู้นำแตกต่างกันออกไป